วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เชื่อไหม ! เด็กอ่านหนังสือไม่คล่อง เสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน

http://www.teenrama.com/parents/pr8.html


เชื่อไหม ! เด็กอ่านหนังสือไม่คล่อง เสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน


ปัญหาเด็กหญิง เด็กสาวตั้งท้องในวัยเรียน เป็นปัญหาที่หลายประเทศให้ความสนใจ และเร่งหาทางป้องกัน เพราะการตั้งครรภ์ในวัยเรียน สามารถก่อปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมตามมามากมาย ทั้งแม่ และทารกน้อยตาดำๆ
จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ความยากจน การขาดโอกาสทางสังคม เป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้เด็กสาวตั้งท้องในวัยเรียน แต่ล่าสุด มีผลการศึกษาจาก ดอกเตอร์เอียน เบนเน็ต จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และทีมงาน ที่ระบุว่า ทักษะการอ่าน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลทำให้เด็กหญิงตั้งท้องในวัยเรียน
ทั้งนี้ ดอกเตอร์เอียนเล่าว่า เขาและทีมงานได้วัดผลคะแนนการอ่านหนังสือของเด็กนักเรียนหญิงจำนวน 12,339 คน ในโรงเรียน 92 แห่งในรัฐฟิลาเดลเฟีย จากนั้นก็มีการติดตามชีวิตเด็กนักเรียนหญิงเหล่านั้นเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งพบว่า เด็กหญิงที่มีปัญหาอ่านหนังสือไม่ค่อยออก หรืออ่านหนังสือไม่เก่ง มีแนวโน้มตั้งครรภ์เมื่ออยู่ชั้นมัธยม สูงกว่าเด็กที่มีทักษะการอ่านหนังสือดี โดยมีเด็กนักเรียนหญิงที่ได้คะแนนด้านทักษะการอ่านต่ำ ตั้งท้องลูกคนแรก 1,616 คน และมีเด็กหญิง 201 คน ที่ตั้งครรภ์ 2-3 ครั้ง
"เราต่างรู้กันดีว่า การขาดโอกาสทางสังคมมีส่วนอย่างแน่นอนที่ทำให้เด็กสาวเสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน และผลการเรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งด้วย" ทีมงานศึกษากล่าว

12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี มี EQ สูง

http://www.teenrama.com/parents/pr6.html


12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี มี EQ สูง


เราจะมาคุยกันด้วยเรื่อง "จะเลี้ยงลูกให้มี E.Q.สูงได้อย่างไร" กันนะคะ เรื่องของ E.Q.นั้น เราสามารถสร้างเสริมให้ลูกได้ทั้งสิ้น ลองมาดูกันเลยค่ะ ว่า12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี... E.Q.สูง มีอะไรกันบ้าง

1. ให้ความรัก เป็นข้อแรกที่สำคัญมากและไม่เพียงแต่ให้ความรักเท่านั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่างเหมาะสมอีกด้วย บางคนรักลูกแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรักออกมาให้ลูกเห็นเลย การยิ้มให้ การสัมผัส การกอด โอบไหล่ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษากายซึ่งบ่งบอกถึงความรักได้เป็นอย่างดี

2. ครอบครัวมีสุข คือ การที่คุณพ่อและคุณแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรวมถึงการมีทัศนคติ ความคิดเห็นในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน หรือถ้ามีความขัดแย้งบ้างก็จะมีการพูดคุยกัน ตกลงกันให้เป็นทิศทางเดียวกันคือเป็นทีมเดียวกันนั่นเอง ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ขัดกันเองในการวางกฎเกณฑ์ มีครอบครัวหนึ่งลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ ร้องไห้เพราะอยากเล่นลิปติกของแม่ ผู้หญิงทั้งหลายคงทราบดีว่าที่คุณแม่ไม่ยอมให้ลูกเล่นเพราะลิปติกจะหักเสียหาย แต่เวลาอยู่กับพ่อ พ่ออนุญาติให้ลูกเล่นได้หรือพ่อเห็นลูกร้องไห้ ก็ต่อว่าแม่ต่อหน้าลูกว่า "เรื่องแค่นี้เอง ก็ให้ลูกเล่นไปสิ" เด็กเองก็จะสับสน ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ว่าเรื่องนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันด้วยเหตุผลให้เรียบร้อยก่อน จะได้ควบคุมเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน

3.มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของลูก จะทำให้เราเข้าใจและปฏิบัติต่อลูกได้ถูกต้องและเหมาะสม ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ครับว่าพัฒนาการไม่ได้หยุดหรือหมดไปเมื่อพ้นวัยอนุบาล แต่มีต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นก็มีพัฒนาการของวัย และสำคัญมากด้วยน่าเสียดายที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนปฏิบัติต่อลูกที่เข้าวัยรุ่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะคิดว่าลูกเหมือนก็เมื่อ2-3 ปีก่อน ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่บางคนอยากรู้เรื่องของลูกก็ใช้วิธีแอบฟังโทรศัพท์เวลาลูกคุยกับเพื่อน แอบเปิดค้นกระเป๋า แอบดูไดอารี่ สมุดบันทึกของลูก เกือบร้อยทั้งร้อยครับที่ลูกวัยรุ่นจะโกรธเป็นอย่างมาก เพราะไปกระทบกับพัฒนาการของวัยรุ่นที่สำคัญมากคือความเป็นส่วนตัว (Privacy) เห็นรึยังครับว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจพัฒนาการของลูกจะช่วยให้เราปฏิบัติต่อเขาได้เหมาะสมอย่างไร

4.คุณพ่อคุณแม่ควรมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวอย่างเช่นบางครอบครัว พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่จึงจำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงดูแลช่วงกลางวัน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนเลิกงานกลับมา บ้านแล้ว เหนี่อย กลางคืนก็ ฝากพี่เลี้ยงดูแลอีกควรอยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยช่วงกลางคืนจะได้มีประสบการณ์ได้รับรู้ความรู้สึกของการตื่นมาให้นมลูกเวลาลูกร้องกลางคืน ได้โอบกอดและปลอบให้เขาหลับต่อ เมื่อได้รู้จักจะยิ่งรักและเข้าใจในตัวลูก

5.สร้างเสริมความภาคภูมิใจในตัวเองหรือความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า (self esteem) ให้ลูก นั่นหมายถึงเมื่อลูกทำดีหรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ต้องชม เมื่อเขาท้อแท้ก็ให้กำลังใจ บางคนบอกว่าชมมากเดี๋ยวเหลิง ไม่ต้องกลัวครับ การชมอย่างถูกต้อง สมเหตสมุผลไม่มีผลเสียแน่นอน จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเองซึ่งมีค่าต่อเด็กมากค่ะ

6.ให้อิสระและโอกาสในการตัดสินใจกับลูก จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ ไม่พยายามบังคับความคิดลูก (ถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยนะคะ)

7.สอนลูกให้รู้จักรักและดูแลตนเองเช่นเดียวกันกับผู้อื่น ซึ่งข้อนี้ก็คือส่วนสำคัญข้อหนึ่งของ E.Q.ดังที่ได้คุยกันไปแล้ว ซึ่งรวมไปถึงการสอนลูกให้รู้สึกเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย เช่นการที่คุณพ่อคุณแม่บางคนพาลูกไปให้ของเด็กพิการ ตามสถานสงเคราะห์หรือให้ผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา

8.ส่งเสริมให้ลูกรู้จักคิดด้วยหลักการและเหตุผล โดยส่งเสริมทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและเรื่องสำคัญๆ ด้วย ตัวอย่างถ้าลูกอยากจะซื้อของเล่น ของใช้ที่แพงๆ หรือเป็นของที่มีอยู่แล้วก็สอนให้ลูกรู้จักใช้หลักการและ้เหตุผลว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อเพราะอะไร

9.สอนลูกให้รู้จักการผ่อนคลายและหาความสุขให้ตัวเองด้วย ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากครับเพราะเด็กหลายคนที่เก่ง ประสบความสำเร็จในการเรียน กีฬา แต่ไม่มีความสุข เนื่องจากเครียดอยู่ตลอดเวลาในการที่จะรักษาความเก่งของตัวเองไว้ให้ได้ตลอดไปหรือให้เก่งมากขึ้นเพื่อเอาชนะคนอื่น

10.เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก (modeling) คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างให้ลูกทำสิ่งดีๆตามลูกจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติแทบไม่ต้องพูดสอนเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนิสัยรักการอ่าน ส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่เป็นแบบอย่าง เช่นอยู่บ้านว่างๆก็หยิบหนังสือมาอ่าน ชอบที่จะอ่านนิทานให้ลูกฟัง พูดคุยกับลูกถึงเรื่องในหนังสือที่อ่าน ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าก็มักแวะเข้าร้านหนังสือบ่อยๆ แบบนี้ลูกก็มักจะติดนิสัยรักการอ่านหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว ผมมีอีกตัวอย่างหนึ่งคือการฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบเช่นหลังกินข้าวเสร็จ ถึงแม้ว่าจะมีคนงานที่บ้านก็ควรจะยกจานที่ทานเสร็จแล้ว ช่วยเขี่ยเศษอาหารใส่ถังขยะแล้ววางบนอ่างล้างจานในบ้าน(ให้คนงานล้างต่อไป) คุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่าง ลูกเห็นก็อยากทำตาม แล้วยังสอนการมีน้ำใจต่อคนงานอีกด้วย ท่านผู้อ่านลองนึกภาพนะคะ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่ทำเป็นตัวอย่าง กินตรงไหนเสร็จแล้วก็ลุกออกไป ให้คนงานมาตามคอยเก็บ แต่สั่งให้ลูกทำลูกจะคิดอย่างไร

11.กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย พบว่าเด็กที่ E.Q. ดี มักอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความรักความเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็สอนรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร และควบคุมเรื่องของกฎเกณฑ์ระเบียบวินัยในลักษณะของทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ควบคุมมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีรายละเอียดมากค่ะ นอกจาก 11 วิธีนี้แล้ว ท่านผู้อ่านทราบไหมคะ มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากต่อ E.Q. ของลูก มีอิทธิพลต่อเด็กมาก แต่เรามักไม่ค่อยนึกถึง ทราบไหมครับว่าคืออะไร ระบบการศึกษาไงครับ

12.ระบบการศึกษา เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่าการศึกษาสร้างคน เห็นด้วยใช่ไหมค่ะ ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากและมีผลต่อ E.Q.ของลูกด้วย จะมีประโยชน์มากค่ะ หากเราจะทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

ขอบคุณที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

พัฒนาการวัยร่น

http://www.psyclin.co.th/new_page_56.htm


พัฒนาการวัยรุ่น
Adolescent Development
นพ.  พนม  เกตุมาน

            วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายด้าน  ทำให้ต้องมีการปรับตัวหลายด้านพร้อมๆกัน  จึงเป็นวัยที่จะเกิดปัญหาได้มาก  การปรับตัวได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นพัฒนาตนเองเกิดบุคลิกภาพที่ดี  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตต่อไป  การเรียนรู้พัฒนาการวัยรุ่นจึงมีประโยชน์ทั้งต่อการส่งเสริมให้วัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งทางร่างกายจิตใจสังคม  และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆในวัยรุ่น  เช่น ปัญหาทางเพศ  หรือปัญหาการใช้สารเสพติด 

พัฒนาการของวัยรุ่น
            วัยรุ่น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กย่างอายุประมาณ  12-13 ปี  เพศหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเพศชายประมาณ 2 ปี และจะเกิดการพัฒนาไปจนถึงอายุประมาณ  18 ปี จึงจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่  โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนี้
1.พัฒนาการทางร่างกาย ( Physical Development ) ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั่วไป  และการเปลี่ยนแปลงทางเพศ   เนื่องจากวัยนี้ มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพศ(sex  hormones)  และฮอร์โมนของการเจริญเติบโต(growth hormone)อย่างมากและรวดเร็ว 
    การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (physical  changes)   ร่างกายจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แขนขาจะยาวขึ้นก่อนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอื่นประมาณ 2 ปี เพศหญิงจะไขมันมากกว่าชายที่มีกล้ามเนื้อมากกว่า  ทำให้เพศชายแข็งแรงกว่า
    การเปลี่ยนแปลงทางเพศ(sexual  changes)  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน  คือวัยรุ่นชายจะเป็นหนุ่มขึ้น  นมขึ้นพาน(หัวนมโตขึ้นเล็กน้อย  กดเจ็บ)  เสียงแตก  หนวดเคราขึ้น  และเริ่มมีฝันเปียก ( nocturnal ejaculation - การหลั่งน้ำอสุจิในขณะหลับและฝันเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ)  การเกิดฝันเปียกครั้งแรกเป็นสัญญานของการเข้าสู่วัยรุ่นของเพศชาย  ส่วนวัยรุ่นหญิงจะเป็นสาวขึ้น  คือ เต้านมมีขนาดโตขึ้น  ไขมันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รูปร่างมีทรวดทรง  สะโพกผายออก  และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก ( menarche)  การมีประจำเดือนครั้งแรก เป็นสัญญานบอกการเข้าสู่วัยรุ่นในหญิง
   ทั้งสองเพศจะมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ  ซึ่งจะมีขนาดโตขึ้น และเปลี่ยนเป็นแบบผู้ใหญ่  มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ  มีกลิ่นตัว  มีสิวขึ้น 
2. พัฒนาการทางจิตใจ  (Psychological Development)
สติปัญญา(Intellectual Development)  วัยนี้สติปัญญาจะพัฒนาสูงขึ้น  จนมีความคิดเป็นแบบรูปธรรม (Jean Piaget  ใช้คำอธิบายว่า  Formal Operation  ซึ่งมีความหมายถึงความสามารถเรียนรู้  เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ  ได้ลึกซึ้งขึ้นแบบ abstract thinking)  มีความสามารถในการคิด  วิเคราะห์  และสังเคราะห์  สิ่งต่างๆได้มากขึ้นตามลำดับจนเมื่อพ้นวัยรุ่นแล้ว  จะมีความสามารถทางสติปัญญาได้เหมือนผู้ใหญ่  แต่ในช่วงระหว่างวัยรุ่นนี้  ยังอาจขาดความยั้งคิด  มีความหุนหันพลันแล่น  ขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ
ความคิดเกี่ยวกับตนเอง (Self Awareness)  วัยนี้จะเริ่มมีความสามารถในการรับรู้ตนเอง ด้านต่างๆ   ดังนี้
เอกลักษณ์ (identity) วัยรุ่นจะเริ่มแสดงออกถึงสิ่งตนเองชอบ  สิ่งที่ตนเองถนัด  ซึ่งจะแสดงถึงความเป็นตัวตนของเขาที่โดดเด่น  ได้แก่  วิชาที่เขาชอบเรียน  กีฬาที่ชอบเล่น  งานอดิเรก  การใช้เวลาว่างให้เกิดความเพลิดเพลิน   กลุ่มเพื่อนที่ชอบและสนิทสนมด้วย  โดยเขาจะเลือกคบคนที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน  หรือเข้ากันได้   และจะเกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดแบบอย่างจากกลุ่มเพื่อนนี้เอง  ทั้งแนวคิด  ค่านิยม  ระบบจริยธรรม  การแสดงออกและการแก้ปัญหาในชีวิต  จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของตน  และกลายเป็นบุคลิกภาพนั่นเอง   สิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ตนเองยังมีอีกหลายด้าน  ได้แก่  เอกลักษณ์ทางเพศ(sexual  identity  and sexual orientation)  แฟชั่น  ดารา  นักร้อง  การแต่งกาย    ทางความเชื่อในศาสนา  อาชีพ  คติประจำใจ  เป้าหมายในการดำเนินชีวิต   ( Erik Erikson  อธิบายว่าวัยรุ่นจะเกิดเอกลักษณ์ของตนในวัยนี้  ถ้าไม่เกิดจะมีความสับสนในตนเอง Identity  VS  Role confusion )
ภาพลักษณ์ของตนเอง (self  image)  คือการมองภาพของตนเอง  ในด้านต่างๆ  ได้แก่   หน้าตา  รูปร่าง  ความสวยความหล่อ  ความพิการ  ข้อดีข้อด้อยทางร่างกายของตนเอง  วัยรุ่นจะสนใจหรือ  ให้เวลาเกี่ยวกับรูปร่าง  ผิวพรรณมากกว่าวัยอื่นๆ  ถ้าตัวมีข้อด้อยกว่าคนอื่นก็จะเกิดความอับอาย  
การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (acceptance)  วัยนี้ต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนอย่างมาก  การได้รับการยอมรับจะช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นคง  ปลอดภัย  เห็นคุณค่าของตนเอง  มั่นใจตนเอง  วัยนี้จึงมักอยากเด่นอยากดัง อยากให้มีคนรู้จักมากๆ     
ความภาคภูมิใจตนเอง (self esteem) เกิดจากการที่ตนเองเป็นที่ยอมรับของเพื่อนและคนอื่นๆได้  รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  เป็นคนดีและมีประโยชน์แก่ผู้อื่นได้  ทำอะไรได้สำเร็จ
ความเป็นตัวของตัวเอง  (independent)  วัยนี้จะรักอิสระ  เสรีภาพ ไม่ค่อยชอบอยู่ในกฎเกณฑ์กติกาใดๆ  ชอบคิดเอง  ทำเอง  พึ่งตัวเอง  เชื่อความคิดตนเอง   มีปฏิกิริยาตอบโต้ผู้ใหญ่ที่บีบบังคับสูง    ความอยากรู้อยากเห็นอยากลองจะมีสูงสุดในวัยนี้  ทำให้อาจเกิดพฤติกรรมเสี่ยงได้ง่ายถ้าวัยรุ่นขาดการยั้งคิดที่ดี  การได้ทำอะไรด้วยตนเอง  และทำได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นมีความมั่นใจในตนเอง (self  confidence)
การควบคุมตนเอง (self control) วัยนี้จะเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด  การรู้จักยั้งคิด การคิดให้เป็นระบบ  เพื่อให้สามารถใช้ความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ 

อารมณ์ (mood)   อารมณ์จะปั่นป่วน  เปลี่ยนแปลงง่าย  หงุดหงิดง่าย  เครียดง่าย  โกรธง่าย   อาจเกิดอารมณ์ซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุได้ง่าย  อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเกเร  ก้าวร้าว   มีผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิต  ในวัยรุ่นตอนต้น  การควบคุมอารมณ์ยังไม่ค่อยดีนัก  บางครั้งยังทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองอยู่บ้าง  แต่จะค่อยๆดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น  อารมณ์เพศวัยนี้จะมีมาก  ทำให้มีความสนใจเรื่องทางเพศ  หรือมีพฤติกรรมทางเพศ  เช่น  การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง   ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในวัยนี้  แต่พฤติกรรมบางอย่างอาจเป็นปัญหา  เช่น  เบี่ยงเบนทางเพศ กามวิปริต หรือการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น

จริยธรรม (moral development) วัยนี้จะมีความคิดเชิงอุดมคติสูง(idealism)  เพราะเขาจะแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้แล้ว  มีระบบมโนธรรมของตนเอง   ต้องการให้เกิดความถูกต้อง  ความชอบธรรมในสังคม  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น   ต้องการเป็นคนดี  เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น    และจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับความไม่ถูกต้องในสังคม  หรือในบ้าน  แม้แต่พ่อแม่ของตนเองเขาก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว  บางครั้งเขาจะแสดงออก  วิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่หรือ ครูอาจารย์ตรงๆอย่างรุนแรง  การต่อต้าน ประท้วงจึงเกิดได้บ่อยในวัยนี้เมื่อวัยรุ่นเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง  หรือมีการเอาเปรียบ เบียดเบียน  ความไม่เสมอภาคกัน   ในวัยรุ่นตอนต้นการควบคุมตนเองอาจยังไม่ดีนัก  แต่เมื่อพ้นวัยรุ่นนี้ไป  การควบคุมตนเองจะดีขึ้น  จนเป็นระบบจริยธรรมที่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่

3.พัฒนาการทางสังคม (Social Development)
วัยนี้จะเริ่มห่างจากทางบ้าน  ไม่ค่อยสนิทสนมคลุกคลีกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม  แต่จะสนใจเพื่อนมากกว่า  จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ     มีกิจกรรมนอกบ้านมาก   ไม่อยากไปไหนกับทางบ้าน   เริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม  สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม  ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่ม  ของสังคมได้ดีขึ้น   มีความสามารถในทักษะสังคม  การสื่อสารเจรจา  การแก้ปัญหา  การประนีประนอม  การยืดหยุ่นโอนอ่อนผ่อนตามกัน  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  พัฒนาการทางสังคมที่ดีจะเป็นพื้นฐานมนุษยสัมพันธ์ที่ดี  และบุคลิกภาพที่ดี  การเรียนรู้สังคมจะช่วยให้ตนเองหาแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะกับตนเอง  เลือกวิชาชีพที่เหมาะกับตน  และมีสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อตนเองในอนาคตต่อไป
  เป้าหมายของการพัฒนาวัยรุ่น
1.   ร่างกายที่แข็งแรง  ปราศจากความบกพร่องทางกาย  มีความสมบูรณ์  มีภูมิต้านทานโรคและปราศจากภาวะเสี่ยงต่อปัญหาทางกายต่างๆ
2.   เอกลักษณ์แห่งตนเองดี
·       บุคลิกภาพดี  มีทักษะส่วนตัว  และทักษะสังคมดี
·       เอกลักษณ์ทางเพศเหมาะสม
·       การเรียนและอาชีพ ได้ตามศักยภาพของตน  ตามความชอบความถนัด และความเป็นไปได้  ทำให้มีความพอใจต่อตนเอง
·       การดำเนินชีวิต  สอดคล้องกับความชอบความถนัด  มีการผ่อนคลาย  กีฬา  งานอดิเรก  มีความสุขได้โดยไม่เบียดเบียนคนอื่น  มีการช่วยเหลือคนอื่นและสิ่งแวดล้อม
·       มีมโนธรรมดี  เป็นคนดี

3.   มีการบริหารตนเองได้ดี  สามารถบริหารจัดการตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น 
4.   มีความรับผิดชอบ   มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง  ต่อผู้อื่น  ต่อประเทศชาติ และต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี
5.   มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดี 
 
ปัญหาพฤติกรรมในวัยรุ่น
            ปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น  มีดังนี้
ปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่  วัยนี้จะแสดงพฤติกรรมที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก การพูดจาไม่ค่อยเรียบร้อย  อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนแปลงง่าย  ความรับผิดชอบขึ้นๆลงๆ  เอาแต่ใจตัวเอง  ทำให้พ่อแม่  ผู้ปกครอง  หรือครูอาจารย์หงุดหงิดไม่พอใจได้มากๆ  ถ้าใช้วิธีการจัดการไม่ถูกต้อง  เช่น  ใช้วิธีดุด่าว่ากล่าว  ตำหนิ  หรือลงโทษรุนแรง  จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน  เป็นอารมณ์ต่อกัน  ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมวัยรุ่น
วิธีการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้  เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของวัยรุ่น  มีการตอบสนองโดยประนีประนอมยืดหยุ่น  แต่ก็ยังคงมีขอบเขตพอสมควร  พยายามจูงใจให้ร่วมมือมากกว่าการบังคับกันตรงๆหรือรุนแรง  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก่อน  อย่าหงุดหงิดกับพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ

ปัญหาการใช้สารเสพติด (substance use disorders) ตามธรรมชาติของวัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยากลองมาก  ถ้าขาดการยับยั้งชั่งใจด้วย  การที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้สารเสพติด  หรือเพื่อนใช้สารเสพติด  จะมีการชักชวนให้ใช้ร่วมกัน  บางคนไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน  บางคนใช้เพื่อให้เหมือนเพื่อนๆ  เมื่อลองแล้วเกิดความพอใจก็จะติดได้ง่าย 

ปัญหาทางเพศ(Sexual Problems)
พฤติกรรมรักร่วมเพศ (homosexualism) เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดปํญหาตามมาได้มาก  คนที่เป็นรักร่วมเพศมักจะเจอปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป  ในบางสังคมมีการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ  มีการรังเกียจ  ล้อเลียน  ไม่ยอมรับ  บางประเทศมีกฎหมายลงโทษการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเอง
รักร่วมเพศ  คือพฤติกรรมที่พึงพอใจทางเพศกับเพศเดียวกัน  อาจมีการแสดงออกภายนอกให้เห็นชัดเจนหรือไม่ก็ได้ 
การรักษาผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ  มักไม่ได้ผล  เนื่องจากผู้ที่เป็นรักร่วมเพศมักจะพอใจในลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว  การช่วยเหลือทำได้โดยการให้คำปรึกษาผู้ที่เป็นพ่อแม่  และผู้ป่วย  เพื่อให้ปรับตัวได้   ไม่รังเกียจลูกที่เป็นแบบนี้  และผู้ป่วยแสดงออกเหมาะสม  ไม่มากเกินไปจนมีการรังเกียจต่อต้านจากคนใกล้ชิด
การป้องกันภาวะรักร่วมเพศ   ทำได้โดยการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่เพศเดียวกับเด็ก  เพื่อให้มีการถ่ายทอดแบบอย่างทางเพศจากพ่อหรือแม่เพศเดียวกับเด็ก

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (masturbation) ในวัยรุ่นการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นพฤติกรรมปกติ  ไม่มีอันตราย  ไม่มีผลเสียต่อร่างกายหรือจิตใจ  การทำไม่ควรหมกมุ่นมากจนเป็นปัญหาต่อการใช้เวลาที่ควรทำ  หรือทำให้ขาดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อื่นๆ

การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น (sexual relationship)  มักเกิดจากวัยรุ่นที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ  หรือมีปัญหาทางอารมณ์  และใช้เพศสัมพันธ์เป็นการทดแทน  เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นมักไม่ได้ยั้งคิดให้รอบคอบ  ขาดการไตร่ตรอง  ทำตามอารมณ์เพศ  หรืออยู่ภายใต้ฤทธิ์ของสารเสพติด  ทำให้เกิดปัญหาการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์    การตั้งครรภ์   การทำแท้ง  การเลี้ยงลูกที่ไม่ถูกต้อง  ปัญหาครอบครัว  และกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด

ปัญหาบุคลิกภาพ (personality problems)  วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพอย่างชัดเจน  ทั้งนิสัยใจคอ  การคิด  การกระทำ  จะเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอ  จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าในเหตุการณ์แบบนี้  เขาจะแสดงออกอย่างไร  ถ้าการเรียนรู้ที่ผ่านมาดี  วัยรุ่นจะมีบุคลิกภาพดีด้วย  แต่ในทางตรงข้าม  ถ้ามีปัญหาในชีวิต  หรือเรียนรู้แบบผิดๆ  จะกลายเป็นบุคลิกภาพที่เป็นปัญหา  ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้น้อย  เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง  และจะติดตัวไปตลอดชีวิต   ถ้าเป็นปัญหามากๆเรียกว่าบุคลิกภาพผิดปกติ (personality disorders)

ความประพฤติผิดปกติ  (conduct disorder)  คือ โรคที่มีปัญหาพฤติกรรมกลุ่มที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  โดยตนเองพอใจ  ได้แก่  การละเมิดสิทธิผู้อื่น  การขโมย  ฉ้อโกง ตีชิงวิ่งราว   ทำร้ายผู้อื่น  ทำลายข้าวของ  เกเร  หรือละเมิดกฎเกณฑ์ของหมู่คณะหรือสังคม   การหนีเรียน  ไม่กลับบ้าน  หนีเที่ยว  โกหก  หลอกลวง  ล่วงเกินทางเพศ  การใช้สารเสพติด  อาการดังกล่าวนี้มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานพอสมควร  สัมพันธ์กันปัญหาในครอบครัว   การเลี้ยงดู  ปัญหาอารมณ์ 
            การรักษาควรรีบทำทันที  เพราะการปล่อยไว้นาน  จะยิ่งเรื้อรังรักษายาก  และกลายเป็นบุคลิกภาพแบบอันธพาล (antisocial personality disorder)

การป้องกันปัญหาวัยรุ่น
1.   การเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง  ให้ความรักความอบอุ่น
2.   การฝึกให้รู้จักระเบียบวินัย  การควบคุมตัวเอง
3.   การฝึกทักษะชีวิต  ให้แก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง  มีทักษะในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
4.   การสอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อน  ทักษะสังคมดี
5.   การฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

  คลินิคจิต-ประสาท 563 ถ.สามเสน แขวงวชิรพยาบาล  เขตดุสิต  กทม 10300  โทร. 0-2243-2142  0-2668-9435
   ส่งเมล์ถึง panom@psyclin.co.th พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซท์นี้
   ปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุด:21/05/50

เลี้ยงลูกวัยร่นเข็มแค่ไหน

http://women.mthai.com/mom-child/122923.html


โดย: ดัชนี
… อย่าเพิ่งถอดใจนะคะ เวลาเจ้าหนุ่มหรือแม่สาวของคุณปึงปังใส่ หลังคุณยื่นกฎเหล็กเข้าให้ ไม่งั้นจะเรียกวัยวุ่น วัยรุ่น รึ
ลองรำลึกอดีตชาติตอนเราเป็น วัยรุ่น มั่ง ตอนนั้นเราก็ป่วนใช่ย่อยเหมือนกัน พ่อแม่เอ่ยอะไรมา ผิดหมด รับไม่ได้ ‘ไม่เห็นด้วย’ ไว้ก่อน ห้ามอะไรนอกจากไม่ฟังแล้วยังทำตรงกันข้ามกันซะอีก
พ่อแม่เห็น วัยรุ่น เมินหน้า จะหักด้ามพร้าด้วยเข่ารึก็กลัวว่าจะเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่ จะเลยตามเลย ก็กลัวจะเหลวไหลเสียผู้เสียคน
…ทำไงดีล่ะทีนี้ !!
เหตุการณ์อิหลักอิเหลื่อแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกบ้านค่ะ ซึ่งจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติก็ว่าได้ เรื่องธรรมชาติที่ว่านี้มี 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก วัยรุ่น ไม่อยู่ในคอนโทรล… ไม่แปลก เรื่องสอง พ่อแม่ต้องคุมวินัยลูก … ก็เรื่องปกติอีกเช่นกัน เด็กๆ (จนถึงวัยรุ่น) จำเป็นต้องเรียนรู้การฝึกวินัย และรู้จักขอบเขต
ขอให้รู้ไว้อีกเรื่องว่า … หลังควันออกหูจางหาย วัยรุ่นส่วนใหญ่เขารู้สึกดีที่พ่อแม่เข้มงวดกับเขา และเมื่อเขา’โต’อีกหน่อย เขาจะรู้สึกขอบคุณพ่อแม่
ดังนั้น ขอพูดซ้ำๆ ย้ำอีกครั้งว่าพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจึงต้อง หนักแน่น คงเส้นคงวา อย่าหวั่นไหวกับท่าทีปึงปัง เง้างอน ตะบึงตะบอน ก้าวร้าว(ทั้งวาจาและการกระทำ) เรื่องที่ต้อง ‘เข้ม’ ก็ต้องเข้มกันไป แต่ด้วยท่าทีและอารมณ์ที่เป็นปกติมั่นคง
แต่เรื่องที่’เข้ม’กันนี้ ไม่ใช่กำหนดมาจากพ่อแม่ฝ่ายเดียวนะคะ อย่างนั้นเขาเรียกว่าเผด็จการ ต้องพูดคุย ตกลงกับลูกก่อน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้นๆ
เข้มเรื่องอะไรกันบ้าง
หลักในการเข้มกับลูก ขึ้นอยู่กับ 3 เหตุผลด้วยกัน คือเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของลูกทั้งทางกายและใจ เหตุผลในเรื่องของความรับผิดชอบ และเหตุผลในเรื่องหลักคิด ค่านิยมของครอบครัว ซึ่งเรื่องเหล่านี้แต่ละบ้านแต่ละครอบครัวมีมาตรฐานและรายละเอียดแตกต่างกันไป
ความปลอดภัย ก็เช่น เวลากลับบ้าน กำหนดว่ากลับบ้านไม่เกินกี่โมง ถ้ากลับช้าต้องโทรศัพท์บอก ถ้าไปเที่ยวกับเพื่อน ต้องให้พ่อแม่โทรเช็กได้ ไม่เช่นนั้นพ่อแม่จะเป็นห่วง หรือการคบเพื่อน ห้ามไปค้างบ้านเพื่อนที่พ่อแม่ไม่รู้จักหรือไปค้างบ้านที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูแล เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ห้ามสูบบุหรี่ กินเหล้า เสพยา เพราะจะทำให้เสียอนาคต ห้ามแต่งตัวโป๊ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ เป็นต้น
ความรับผิดชอบ เช่น เรื่องเรียน ลูกจะเที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรมที่ชอบ หรือมีแฟนได้ แต่ต้องไม่เสียการเรียน ต้องช่วยเหลืองานบ้าน เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง ห้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของแพงๆ เพราะลูกยังหาเงินเองไม่ได้ หรือเป็นเรื่องที่ต้องฝึก ไม่เช่นนั้นจะติดนิสัยใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
หลักคิดหรือค่านิยมของบ้าน เช่น ห้ามโกหกเพราะจะทำให้พ่อแม่ไม่เชื่อใจ ห้ามไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายสองต่อสอง เพราะพ่อแม่ยังยึดหลักอยากให้ลูกรักนวลสงวนตัว ห้ามแสดงกิริยาก้าวร้าวผู้ใหญ่ เป็นต้น
เข้มแค่ไหนดี
กฎเหล็ก เหล่านี้ กับลูกวัยรุ่นก็ยากที่จะควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามกันได้ เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ไม่ยอม ‘ถูกควบคุม’ และจะ”ไม่” ไว้ก่อนไปทุกเรื่อง อย่างนี้ต้องใจแข็งๆ ไว้ค่ะ … อย่าลืมคำว่า หนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องที่เขาละเมิดข้อตกลงนั้นเสี่ยงต่ออันตราย ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องมีการลงโทษด้วยการตัดสิทธิ์ที่ลูกต้องการบางอย่าง
อย่าแล้วแต่อารมณ์พ่อแม่ วันไหนอารมณ์ดีหรือลูกมาออดอ้อนก็อนุญาตให้ทำ…อย่าลืมคำว่า คงเส้นคงวา
ขณะที่เรา’เข้ม’กับลูกนี้ ในเวลาเดียวกัน เราก็ค่อยๆ ให้อิสระลูกในเรื่องที่ลูกรับผิดชอบได้ดี เช่น ถ้าลูกไม่เคยเหลวไหลเรื่องเวลากลับบ้าน ก็อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อน(ในสถานที่ที่ปลอดภัย)ได้บ้าง หรือถ้าลูกไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็ให้วงเงินที่ลูกสามารถไปบริหารการใช้จ่ายด้วยตัวเองเป็นรายเดือน เป็นต้น
ในกรณีที่ลูกเราละเมิดกฎแล้วเกิดผลเสียหาย คำพูดประเภทว่า “ชั้นบอกแกแล้ว!!” หรือการลงโทษก็อาจจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราคงต้องหาวิธีช่วยลูกให้กลับมายืนที่เดิมให้ได้ เช่น เมื่อลูกการเรียนแย่ลงเพราะเล่นกีฬามากไป จะให้ลูกเลิกเล่นกีฬาไปเลยเพื่อเป็นการลงโทษลูก ลูกอาจเสียกำลังใจ และกีฬาก็มีผลดีต่อลูก อย่างนี้น่าจะให้ลูกเล่นกีฬาต่อได้ แต่ต้องช่วยลูกจัดแบ่งเวลาใหม่ อาจจะเล่นกีฬาน้อยลง และดูแลให้มีเวลาสำหรับการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนมากขึ้น
แม้ลูกวัยรุ่นจะเป็นวัยไขว่คว้าหาอิสรภาพและไม่ยอมถูกบังคับก็จริง แต่โดยพื้นฐานแล้วลูกๆ เขารักพ่อแม่ค่ะ ถ้าเราหนักแน่น คงเส้นคงวา ยอมรับฟังเขาบ้าง เขาก็จะไม่ล้ำเส้นกันสักเท่าไหร่
ที่เห็นๆ ว่าเป็นปัญหา และเข้ม กันไม่ค่อยได้ มักจะเพราะพ่อแม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์และท่าทีของลูกเสียก่อน ใช่ไหมคะ
เรียบเรียงจากนิตยสาร : Teen, Kids & Family
ภาพประกอบจาก Instagram

อยู่กับลูกวัยรุ่นอย่างไร

http://www.dmh.go.th/1667/1667view.asp?id=4213



   หัวข้อ : อยู่กับลูกวัยรุ่นอย่างไร กลุ่มปัญหา : ความสัมพันธ์ในครอบครัว 


สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกวัยรุ่นคงมีน้อยครอบครัวนักที่พ่อแม่กับลูกวัยรุ่นจะไม่มีปัญหากัน การดูแลเลี้ยงลูกวัยรุ่นสมัยนี้ค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากซึ่งหลายครอบครัวคงเจอปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน ลองให้คุณพ่อ คุณแม่ มาลองเปิดใจคุยกันปัญหาจะคล้ายๆกันซึ่งบางครอบครัวก็จะรู้สึกเครียดและไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร บางครอบครัวถึงกับต้องปรึกษาจิตแพทย์ครอบครัวเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะเทคนิคการอบรมเลี้ยงดูลูกในแต่ละครอบครัวก็ย่อมแตกต่างกันออกไป พ่อแม่ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อ่อนไหวง่าย บวกกับความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องการเป็นอิสระ และ ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆมากกว่าคนในครอบครัว แนะคุณพ่อ คุณแม่ อยากเห็นลูกวัยรุ่นอนาคตสดใส ต้องให้ความสำคัญต่อครอบครัวด้วยโดยเฉพาะครอบครัวที่กำลังมีลูกเป็นวัยรุ่น การสร้างความเชื่อใจต่อวัยรุ่นและความต้องการของวัยรุ่น โดยการสื่อสารของพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นเป็นสิ่งที่หลายท่านมองข้ามไป โดยสื่อสารยังไงให้วัยรุ่นเข้าใจ การสื่อสารของพ่อแม่ ควรมีการกลั่นกรองให้เหมาะสม พูดด้วยน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางที่เป็นการแสดงความรักความห่วงใยเสมอ ไม่ควรพูดจาประชดประชัน เปรียบเทียบ ใช้อารมณ์หรือพูดซ้ำซากในสิ่งที่ผ่านมา ควรพูดกับลูกในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน หากมีอารมณ์โกรธควรรู้จักควบคุมอารมณ์ และหากทำไม่ได้ควรเดินหนีไปจากสถานการณ์ก่อน
• พูดตรงไปตรงมา บอกความต้องการที่เราอยากให้ลูกทำให้ชัดเจน ด้วยท่าทีที่นุ่มนวล เห็นความสำคัญของลูก ทำให้ลูกเกิดกำลังใจ และเป็นแรงผลักดันให้ลูกเกิดความมั่นใจ และรู้สึกว่าตนมีคุณค่า
• สิ่งที่พ่อแม่ควรต้องทำ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดก่อน รับฟังจนจบด้วยท่าทีที่สนใจ ระหว่างลูกพูดไม่ควรด่วนสรุป ตัดสินเสนอแนะวิพากษ์ วิจารณ์ ออกความคิดเห็นหรือสั่งการ ควรเครารพในความคิดเห็นของลูก แต่รอโอกาสสั่งสอนหรือตักเตือนโดยสอดแทรกตาม สถานการณ์ที่พาไป และทำให้ลูกรู้ว่า ทุกๆ คนมีความคิดเห็น หรือแต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกันหากชักจูงลูกควรอยู่ในพื้นฐานของการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันกับลูก ไม่ใช่ตัดสินชี้ขาดโดยพ่อแม่ฝ่ายเดียว
• การสื่อสารลูกเป็นการทำความเข้าใจ บอกความต้องการกันและกัน จะช่วยลดการขัดแย้ง และแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความรุนแรงภายในครอบครัว ทำให้ลูกเกิดการรับรู้ไปในตัวว่าเขาสามารถที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้โดยมีครอบครัวเป็นที่ให้คำปรึกษาอย่างดี
ประการต่อมาต้องมองว่าอนาคตของลูกก็คือของลูก พ่อแม่เป็นได้แค่คนเกื้อหนุน อนาคต และคอยชื่น ชมเมื่อลูกประสบ ความสำเร็จในเรื่องที่ลูกทำ มีอาชีพที่ลูก อยากเป็น มีความสุขที่ลูกต้องการ ต้องคิดอยู่เสมอว่าความสำเร็จ อาชีพ หรือ ความสุขที่พ่อแม่อยากมีจากลูก อาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการก็ได้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ ต้องเริ่มถามตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ว่า คำจำกัดความว่าอนาคตของลูกคืออะไร"
ประเด็นนี้จะสอดคล้องกับกระแสเรื่อง ความสำเร็จ ทางการศึกษาว่าทำอย่างไร ถึงจะประสบความสำเร็จในเชิงของ อาชีพได้ และนอกจากนี้เด็กควรมีความสำเร็จในด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะในด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคนรอบตัว นอกจากจะยืนด้วยลำแข็งตัวเอง ได้แล้ว ก็ยังสามารถหันกลับไปมองพ่อแม่ และยิ้มให้แก่กันด้วยความรู้สึกจริงใจ และมีความสุข มีเพื่อน ที่รู้สึกว่าทุกคนรักเขา และเขาเองก็รักผู้คนด้วย "คุณหมอย้ำว่า" ทุกเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกัน หากมีอาชีพที่ดี แต่ว่าครอบครัวเพื่อนฝูง ไม่รักเขาเลย หรือมีอาชีพไม่ดี แต่เป็น ความสุขของเขา ครอบครัวและเพื่อนฝูง ก็รับไม่ได้ เขาก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเด็น เรื่องอาชีพ และ เลือกเส้นทางอนาคตทางการศึกษาของลูก ต้องมองทางป้องกันและสิ่งที่จะตอบสนองแต่ละด้านอย่างเพียงพอด้วย"
" พ่อแม่มักจะมาหาหมอด้วยปัญหาที่ว่า ลูกวัยรุ่นดูแลยาก และมีความคิดว่าลูกคิดไม่เป็น ที่เป็นอย่างนี้เพราะพ่อแม่เห็น ภาพลูกวัยรุ่นที่นิยมทำตามกระแส ใส่เสื้อสายเดี่ยว เที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เหมือนไม่คิดถึงอนาคตที่ยาวไกล ฉะนั้นพ่อแม่จึง ต้องชี้นิ้วสั่งให้ลูกทำตามอย่างที่อยากให้ทำ ตรงนี้ทำให้ลูกเกิดการต่อต้าน เป็นปัญหาตามมา" คุณหมอจึงเสนอให้พ่อแม่ใช้เวลาในการมองหาอนาคตร่วมกันกับลูกมากพอสมควร โดยพยายามให้เกียรติลูกในการเลือก ตัดสินใจ และถ้าลูกมีข้อมูล มีเหตุผลที่ดีกว่าในการบอกพ่อแม่ได้ว่าด้วยเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมจึงตัดสินใจอย่างนี้ พ่อแม่ก็ต้องรับฟัง แล้วหลังจากนั้นจึงมีการติดตามผลกันไปเป็นระยะๆ "ให้พ่อแม่คิดว่า การตัดสินใจเลือกเส้น ทางของ อนาคตสำหรับวัยรุ่นบางคน ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินถูกผิดได้ในเวลาสั้นๆ แต่การใช้เวลาในแต่ละช่วง แต่ละวัน ที่ผ่านไปว่า นั่นคือสิ่งที่ค่อยๆ สอนทั้งตัวลูกและตัวพ่อแม่ให้เข้าใจกันและกัน และมองเห็นอนาคตร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น" และพ่อแม่ต้องคำนึงถึงปัจจุบันของลูกด้วย เพราะปัจจุบันเป็นรากฐานที่สำคัญของอนาคต ไม่ว่าลูกจะเป็นคนเก่งหรือไม่ จะเป็นคนสำเร็จหรือไม่ พ่อแม่ยังคงให้ความรักเขา อำนาจความรักความผูกพันของพ่อแม่ จะเหนี่ยวรั้งความเป็นวัยรุ่นลง ลดความรู้สึกฮึกเหิม ลดความรู้สึกอยากจะเกเรลง และกลับไปสู่ทิศทางที่มีอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อยากให้พ่อแม่คำนึง อยู่ตลอดเวลาว่าการที่ลูกอาจจะหลงทางบ้างในช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่น ไม่ได้แปลว่าลูกจะล้มเหลวในชีวิตอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จ เป็นของลูก ไม่ได้หมายความแค่การเลือก แต่รวมไปถึงว่าลูกมีความสุขในชีวิตด้วย องค์ประกอบที่สำคัญอีกเรื่องคือ ความฉลาดทางอารมณ์ เด็กต้องรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และจัดการกับ ความรู้สึก ของเขาได้ และสามารถเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น รวมทั้งปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ด้วย นี่คือความสุข และความสำเร็จ ของคนคนหนึ่ง " คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น หมายความว่า เขาสามารถจะดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างพอประมาณ ปรับตัวเข้ากับ คนได้ ยิ้มแย้มกับคนในบ้านได้ ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และคนอื่นๆได้ ซึ่งเขาจะมีความสุขและมี ความสำเร็จในชีวิต ดีเสียยิ่งกว่าคนที่มีอาชีพสูง มีเงินรวยๆเสียอีก เพราะความสุขกับความสำเร็จต้องไปด้วยกันเสมอ" โดยพ่อแม่ต้องยอมรับก่อนว่า สิ่งที่ลูกเลือกทำนั้นเป็นความสุขของลูก แล้วก็ต้องทำใจด้วยว่าพร้อมยินดีที่จะมีความสุข ชื่นชมกับสิ่งที่ลูกต้องการ "วิธีแก้ไขไม่ยากคือ พ่อแม่ต้องเริ่มต้นคุยกับลูก ถ้าลูกกำลังกังวล สับสน หรือรู้สึกลูกคิดไม่เป็น พยายามเข้าใจลูก คุยด้วย เหตุผล ฟังลูกพูดให้จบ โดยไม่ใช้อารมณ์ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องใช้คำถามปลายเปิดให้ลูกคิด และช่วยหาทาง เลือกอื่นให้ลูก โดยบอกถึงผลของทางเลือกที่จะเกิดด้วย และเมื่อสิ่งที่ลูกเลือกไม่ได้ทำให้ชีวิตเลวร้าย ล้มเหลวจนเกินไป ต้องให้ลองดู เพราะเป็นสิ่งที่ลูกตัดสินใจ แต่เมื่อพลาด พ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจ ต้องยอมให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น ให้เด็กได้เรียนรู้ ด้วยตัวเอง"
โดย: กนกอร พิพิธกุล -

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Teenage

ปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น
Adolescent Problems

นพ. พนม เกตุมาน  สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


          วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง  ซึ่งแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น  ดื้อ  ไม่เชื่อฟัง  ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ  มีแฟนและมีเพศสัมพันธุ์  ใช้ยาเสพติด  ทำผิดกฎหมาย  ปัญหาพฤติกรรมบางอย่างมักเกิดขึ้นมานาน จนทำให้การแก้ไขมักทำได้ยาก  การป้องกันปัญหาจึงมีความจำเป็น  และสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว  การป้องกันดังกล่าว  ควรเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งแต่เด็ก  เด็กที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพดี   จะมีภูมิต้านทานโรคทางจิตเวชต่างๆ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้อย่างมากเช่นกัน  พ่อแม่และครูอาจารย์และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย  จึงควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและวัยรุ่นเช่นเดียวกัน 

สุขภาพจิตหมายถึงอะไร

   "สภาพจิตใจที่เป็นสุข สามารถมี สัมพันธภาพ  และรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นไว้ได้อย่างราบรื่น สามารถทำตนให้เป็นประโยชน์ได้ ภายใต้ภาวะสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม และลักษณะความเป็นอยู่ในการดำรงชีพ วางตัวได้อย่างเหมาะสม และปราศจากอาการป่วยของโรคทางจิตใจและร่างกาย"
ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต 

    สุขภาพจิตที่ดี เกิดจากร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง  ความสามารถทางจิตใจที่ปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์  สภาพครอบครัวที่อบอุ่นและสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี

สุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างไร

          คนที่มีสุขภาพจิตดี  จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพที่มี   ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง  และต่อผู้อื่น  ไม่เกิดอาการทางจิตเวช  หรือโรคทางจิตเวชได้ง่าย  ถึงแม้ชีวิตจะเผชิญปัญหามาก  ก็สามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 

          คนที่สุขภาพจิตไม่ดี  มักมีปัญหาในการปรับตัว  มีอาการทางจิตเวช  เช่น  ความเครียด  ซึมเศร้า  แม้ว่าจะเจอปัญหาเล็กๆ  ก็ปรับตัวได้ลำบาก   มีปัญหาพฤติกรรมได้บ่อย  มักเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชได้ง่าย  และฟื้นตัวไม่ได้ดี

ปัญหาพฤติกรรมที่พบบ่อย

·        ไม่เรียนหนังสือ
·        ติดเกมส์
·        ติดการพนัน
·        การเรียน  การปรับตัว
·        ปัญหาทางเพศ  สาเหตุ
·        การใช้และติดยาเสพติด
·        พฤติกรรมผิดปกติ Conduct  disorder
·        โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย
·        บุคลิกภาพผิดปกติ
สาเหตุของปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น
·        ร่างกาย  การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี  สารสื่อนำประสาท  โรคทางกาย โรคระบบประสาท   สารพิษ 
·        จิตใจ  บุคลิกภาพ  ความคิด  การมองโลก  การปรับตัว 
·        สังคม  การเลี้ยงดู  ปัญหาของพ่อแม่  ตัวอย่างของสังคม  สื่อต่างๆ

 

จุดเน้นของการพัฒนาวัยรุ่นไทย เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรม

 

เป้าหมายของการพัฒนา  มุ่งสู่  อีคิว

ให้มีพัฒนาการทุกด้าน  ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต  มีทั้งเก่ง  ดี และ มีสุข
การเรียน  เน้นให้ เรียนรู้ด้วยตัวเอง  คิดเอง
          วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง  อยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ความรู้ทางวิชาการนับวันจะมีมากขึ้น  ครูไม่สามรถสอนความรู้ให้หมดได้อีกต่อไป  ในอนาคต  การเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก  รวมถึงการรู้จักเลือกแหล่งข้อมูลข่าวสาร  ให้ได้สิ่งที่ถูกต้อง
หาเอกลักษณ์ส่วนตน
          เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น  เด็กจะเริ่มเข้าใจตนเอง  รู้จักตนเองมากขึ้นว่า  เป็นคนอย่างไร  มีความชอบความถนัดอะไรบ้าง  มีจุดเด่นจุดด้อยอะไร  อยากเรียนไปทางไหน  อยากทำอาชีพใด  รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศด้วย  
การทำงานร่วมกัน 
ส่งเสริมให้มีทักษะในการทำงานร่วมกัน  มีความสามัคคี  มีทักษะในการเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี   ระเบียบวินัยส่วนตัว  และของกลุ่ม  มีการสื่อสารเจรจาที่มีประสิทธิภาพ
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
          พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรู้จักการคิดและทำด้วยตนเอง  มีความพอใจ  และภูมิใจกับการทำงาน  มีความสนุกกับงาน  มองเห็นงานเป็นเรื่องท้าทายความสมารถ  ไม่ท้อแท้  สู้งาน  เพลิดเพลินได้กับงาน  และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอยู่เสมอ
วงจรความสุขของชีวิต
          เด็กทุกคนควรมีวิธีทำให้ตนเองมีความสุข และสนุกกับการดำเนินชีวิต  ด้วยงานหรือกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจ  มักจะเป็นเรื่องที่ตนเองชอบหรือมีความถนัด  สามารถทำได้ดี  ประสบผลสำเร็จ  เมื่อทำแล้วเกิดความสุข  เกิดแรงจูงใจที่จะทำอีก  เด็กที่มีวงจรความสุข  มักจะไม่เข้าหายาเสพติด  หรือมีเพศสัมพันธ์

การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น  ทำได้อย่างไร

          การส่งเสริมสุขภาพจิตวัยรุ่น  ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก  ให้มีการพัฒนาเด็กทุกด้านไปพร้อมๆกัน  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม  

ใครจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น 

          เด็กได้รับอิทธิพลจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด  เริ่มต้นจากพ่อแม่  พี่น้อง ญาติใกล้ชิด  เพื่อน  เพื่อนบ้าน  เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนก็ได้รับอิทธิพลจากครูและเพื่อนนักเรียน  รุ่นพี่รุ่นน้อง  และจากสังคมสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็ก  การส่งเสริมพัฒนาการเด็กจึงต้องการความร่วมมือกันของหลายฝ่าย  เริ่มต้นจากที่บ้าน  สานต่อที่โรงเรียน  และสังคมรอบๆตัวเด็กนั่นเอง  ทุกคนควรมีส่วนร่วมกันเสมอในการช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดี  ที่ถูกต้อง  มิใช่ช่วยแต่ลูกหลานของตนเอง  แต่ช่วยลูกหลานคนอื่นด้วยเมื่อมีโอกาส  เพราะในที่สุดทุกคนก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน 
          ตัวอย่างของการช่วยกันส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กที่ดี  คือช่วยกันสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อเด็ก  มีความปลอดภัย  เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เด็กมีความลำบากเดือดร้อน  ควรหาทางช่วยเหลือ  แก้ไข  ช่วยกันปกป้องเด็กไม่ให้ได้รับอบายมุข  ยาเสพติด  การกระตุ้น ยั่วยุทางเพศ  เป็นต้น

บทบาทของพ่อแม่ ควรจะเป็นอย่างไร

บทบาทของพ่อแม่ในการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กเป็นบทบาทหลัก   และเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการเด็ก   หลักสำคัญคือความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่ ครอบครัวมีความรักความอบอุ่น  มีความสุข มั่นคง
นอกจากนี้  สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น  คือ 
1 สร้างความสำพันธ์ที่ดี กับเด็ก มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ  และยาวนานพอ
·        พ่อแม่ควรรู้เขา รู้เรา  เข้าใจความคิดความรู้สึกของลูก  คาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า  ลูกน่าจะคิดอย่างไร  รู้สึกอย่างไร  น่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา  รู้จุดเด่น จุดอ่อน ของลูก
·        รับฟังได้มากขึ้น  เกิดการยอมรับกัน  ประนีประนอมกัน 
·        สร้างขอบเขตที่เหมาะสมได้ง่าย  เคารพในกติกาที่ช่วยกันสร้างขึ้น
·        ส่งเสริม  ชี้แนะ  แนะนำ  ตักเตือน
·        ยืนยันในเรื่องที่ วิกฤต  เท่าที่จำเป็น ไม่ควรมีมากนัก 

2. ให้รางวัลในพฤติกรรมที่ดี  พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  การให้รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ  หรือเงิน  อาจให้คำชม  การชื่นชม  ก็เพียงพอสำหรับเด็ก

3. เอาจริงกับสิ่งที่ตกลงกันไว้  ถ้ามีการละเมิดข้อตกลง  ต้องมีวิธีการเตือนที่ได้ผล  พ่อแม่ควรทบทวนดูเสมอว่า  วิธีการเตือนแบบใดที่ไม่ได้ผลก็ควรเลิกใช้   การเตือนที่ได้ผลมักจะเกิดจากการตกลงกันไว้ล่วงหน้า  และเมื่อเตือนแล้วกำกับให้เกิดผลอย่างจริงจัง ทันที  เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงกับสิ่งที่พูด  และตกลงกันล่วงหน้า  เมื่อมีการตกลงกันในเรื่องใดๆอีก  เด็กก็จะตั้งใจทำตาม
วิธีที่ไม่ได้ผล
                o       การพูดย้ำซ้ำๆ  แล้วเด็กไม่ได้ปฏิบัติ

o       การบ่นมากๆ

o       การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ

o       การข่มขู่(แล้วไม่ได้ทำตามนั้น)

o       การปรามาส  ดูถูกให้ได้อายโดยหวังว่าจะฮึดสู้  มีมานะ และแก้ไขตนเองได้

o       การลงโทษรุนแรง  ด้วยกำลังเช่นการตี  ตบ  เตะต่อย  ผลักไส  หรือด้วยวาจา  เช่น  ด่าว่า เปรียบเทียบเป็นสัตว์ที่ด้อยปัญญา  ด่ากระทบไปถึงคนอื่น  เช่น  พ่อมันไม่ดี  แม่มันไม่สั่งสอน  เชื้อสายมันเลว

o       ตัดความสำพันธ์  ไม่พูดด้วย  ไม่สนใจ  ไม่ดูแล  ไม่ส่งเสริม  โดยหวังว่าจะสำนึกและมาขอโทษ 


วิธีที่น่าจะทำ
·        เอาจริงทันที  โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นสร้างกติกากันใหม่ๆ  ต้องคอยสังเกต ติดตาม  ถ้าทำได้อย่าลืมชื่นชม  ถ้าทำไม่ได้  ควรมองในแง่ดีว่า เขาอาจลืม  ยังไม่สม่ำเสมอจนจะทำได้เป็นอัตโนมัติ  ซึ่งจะต้องทำซ้ำๆต่อเนื่องกันนั้นนานพอ  (ประมาณ 3  สัปดาห์)  ในเด็กสมาธิสั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้  และในกรณีที่เป็นการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเก่าที่ทำติดตัวมานานแล้ว  อาจต้องใช้เวลามากขึ้น
·        หยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาทันที
·        ทบทวนว่าเคยมีการพูดคุยกันล่วงหน้าก่อนหรือไม่  เช่น  ถ้าเล่นเกมเลยเวลาที่ตกลงกันไว้  จะมีการจัดการอย่างไร  ถ้ามีอยู่แล้ว  ให้จัดการตามนั้นอย่างจริงจัง แต่นุ่มนวล  เน้นเรื่องของการตกลง  ทำอย่างไรได้ผลอย่างนั้น  ถ้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  ควรทำอย่างไร  คาดหวังว่า  ครั้งต่อไปเขาจะควบคุมตัวเองได้
·        รับฟังความคิดเห็น  คำโวยวายได้สั้นๆ  จับประเด็นที่ไม่พอใจ  สะท้อนความคิด  ความรู้สึกของเขาสั้นๆ 
·        ไม่มีการต่อรอง  เจรจา  ผัดผ่อน  การดำเนินการควรทำทันที  และเป็นไปให้สอดคล้องกับการตกลงกันไว้ล่วงหน้า
·        ถ้าไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า  ให้ใช้  กฎมาตรฐาน  เช่น  ไม่ละเมิดผู้อื่น  ไม่ละเมิดตนเอง  ไม่ทำให้ของเสียหาย หรือฟุ่มเฟือยเกินเหตุ  และตั้งเป็นกติกามาตรฐานไว้เลย  เด็กจะต้องการหลักยึดที่ชัดเจน  และบางครั้งอาจต้องลงรายละเอียดให้เห็นเป็นรูปธรรม  เช่น
-อย่านอนดึก  ควรเปลี่ยนเป็น  เวลานอนที่กำหนด  คือ สี่ทุ่ม
-ต้องอ่านหนังสือเรียน   ควรเปลี่ยนเป็น  เวลาอ่านหนังสือ  คือ  สามทุ่ม ถึงสี่ทุ่ม
  มีการกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติในระยะแรกให้ชัดเจน  เช่น  กฎข้อนี้เราจะทดลองทำร่วมกันประมาณ  2  สัปดาห์  หลังจากนั้นจะมีการมาทบทวนกันใหม่  เป็นการเปิดช่องทางให้มีการเจรจา  เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยพ่อแม่ไม่เสียหน้า และปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างให้ทำได้ง่ายขึ้น  เปิดช่องให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น  ไม่รู้สึกเป็นการบังคับกันเกินไป  และได้การเรียนรู้ว่า  เมื่อตกลงกันแล้ว  ต้องทำ  ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังมีโอกาสทำได้อยู่  แต่ต้องมาตกลงกันก่อน  เป็นการเปิดช่องทางการ เจรจา”  เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมแล้วจะมีแรงจูงใจให้เขาทำตามนั้นมากขึ้น  การให้เด็กสร้างกติกากับตนเอง  เป็นการฝึกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง  แต่มีระเบียบวินัยจากภายใน (self control)  ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเขาต่อไป  พ่อแม่จะเหนื่อยน้อยลงที่จะไม่ต้องไปสร้างระเบียบวินัยจากภายนอก (external control  or social rules) 
          เมื่อมีการลงโทษ  ควรสรุปสั้นๆก่อนการลงโทษ  ว่าเกิดอะไรขึ้น  เหตุใดจึงมีการลงโทษ  ชื่นชมเด็กที่รู้จักสำนึกได้  หรือเปิดเผยไม่โกหกปิดบัง  ชวนให้เด็กคิดว่า  ถ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ควรจะทำอย่างไร  จะป้องกันได้อย่างไร  และคาดหวังในทางที่ดีว่า  เขาน่าจะทำได้  เราจะคอยดู  และชื่นชมเขาในโอกาสต่อไป
          ถ้าเด็กไม่คิดไม่เรียนรู้ ไม่สำนึกในระยะแรก  ให้คุยใหม่หลังจากพ้นโทษทันที  หรือในระยะเวลาต่อมาที่ไม่นานเกินไป  ชวนคุยให้เด็กทบทวนตนเองว่า  เกิดอะไรขึ้น  รู้สึกอย่างไร  อยากป้องกันไม่ให้เกิดอีกอย่างไรดี  กระตุ้นให้คิด  และชมความคิดที่ดีของเขา  เป็นการฝึกให้เด็กคิด ทบทวนตนเอง  และวางแผนเกี่ยวกับตนเอง  ที่สำคัญคือ  นำมาใช้กับชีวิตตนเองได้มากขึ้น  โดยไม่ต้องให้มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่คอยบอกคอยเตือน  คอยบังคับให้ทำโน่นทำนี่อีกต่อไป      

4  เปิดโอกาสให้ได้รับการชื่นชม  สร้างกิจกรรมที่เด็กจะได้แสดงออกอย่างภาคภูมิใจตนเอง  ตามความชอบความถนัด

5 หาพฤติกรรมทดแทน  มาแทนที่พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

6  พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี  มีระเบียบวินัย  จัดการกับชีวิตอย่างเหมาะสม  มีการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

7  ส่งเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์  สังคม  สังเกตจุดอ่อน  และสร้างทักษะใหม่ที่จะเอาชนะจุดอ่อนเท่าที่จะเป็นไปได้  ส่งเสริมจุดเด่นให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง  เอาตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง 

8  ช่วยให้เด็กหาเอกลักษณ์ของตนเองได้  สังเกตจาก  ความชอบ ความถนัด  ผลการเรียน  กิจกรรม ที่ชอบ  และทำได้ด้วยตัวเอง   ความพอใจ  แนวคิด  ความเชื่อ  กลุ่มเพื่อน  วิชาชีพที่อยากเรียน  อาชีพที่ต้องการ  รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศ  สนับสนุนให้เป็นไปตามเอกลักษณ์  แต่ให้ได้การเรียนรู้ในพัฒนาการด้านอื่นๆด้วย
          เด็กทุกคนควรมี  วงจรชีวิตที่สร้างความสุข (pleasure circuit)  เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างถูกต้อง  ในเวลาว่าง  หรือในเวลาที่มีความเสี่ยงเกิดขึ้น  แม้ว่าจะขาดโอกาส  ขาดเงิน   อยู่คนเดียว  มีความทุกข์  มีเหตุการณ์บีบคั้น
          ตัวอย่างของวงจรความสุขที่ดี
การอ่าน   การเขียน
ศิลปะ  วาดรูป  ระบายสี  แกะสลัก  เซรามิกส์  ดนตรี  กวี
การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้  และสร้างสรรค์  ทัศนศึกษา
การเล่นกีฬา   แอโรบิก  กีฬาทักษะฝีมือ  กีฬาสร้างความพร้อม(การต่อสู้ป้องกันตัว)  กีฬาเอาตัวรอด(ว่ายน้ำ วิ่ง  ปีนป่าย)
เกม   หมากกระดาน 

9  สนับสนุนกลุ่มเพื่อนที่ดี  ช่วยแก้ไขกลุ่มที่มีความเสี่ยง  รักลูก ให้รักเพื่อนของลูกด้วย  เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากกันเอง  ภายใต้การดูแล เงียบๆ  หัดให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เพื่อนให้เป็น

10  ฝึกให้เด็กรู้จักการจัดการกับความเสี่ยง  (risk management) 
          วิเคราะห์ความเสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  โอกาสอันตราย  คิดล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ในด้านลบ
          หาสาเหตุของความเสี่ยง  และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ในแง่มุมต่างๆ  อย่างถี่ถ้วน
          หาวิธีป้องกันความเสี่ยง   การลดความเสี่ยงด้วยวิธีการต่างๆ  หรือการแก้ไขปัญหา  ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น  มีช่องทางออก  ทางหนีทีไล่อย่างไร  วิเคราะห์โอกาสต่างๆ  ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก

บทบาทของครู  ควรจะทำอย่างไร

          ครูควรมีบทบาทส่งเสริมพัฒนาการต่อจากพ่อแม่  ด้วยการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านเช่นกัน  โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสังคม  และจริยธรรม   ใช้หลักพฤติกรรมบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก  และถ้าจำเป็นต้องลงโทษ  ควรมีหลักการลงโทษที่ดี  ได้ผล  และไม่เกิดผลเสียตามมา   เมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา  ครูควรมีมาตรการจัดการให้ความช่วยเหลือโดยเร็ว   โรงเรียนควรมีระบบการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างชัดเจน  มีการประสานงานกับแหล่งทรัพยากรที่จะให้ความช่วยเหลือได้  เช่นทีมงานสุขภาพจิตที่อยู่ใกล้เคียง  เป็นต้น 
แนวทางการแก้ไข/ช่วยเหลือเมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา
  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. รับฟังปัญหาเด็กเสมอ  ไม่ตำหนิ  หรือสั่งสอนเร็วเกินไป  ท่าทีเป็นกลาง
  3. เข้าใจปัญหา  หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ  และแนวทางการแก้ไขปัญหา
  4. มองเด็กในแง่ดี  มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
  5. กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง  มีทางเลือกหลายๆทาง  วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน
  6. ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง
  7. เป็นแบบอย่างที่ดี 
  8. ใช้กิจกรรมช่วย  กีฬา  ดนตรี  ศิลปะ  กิจกรรมกลุ่ม
  9. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน  อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน  ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน  ไม่ตัวใครตัวมัน
  10. ชมเชยเมื่อทำได้ดี
  11. เมื่อทำผิด  มีวิธีตักเตือน  ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
  12. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 
  13. ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา  แก้ไขปัญหาครอบครัว
(จาก  บริษัทคลินิคจิต-ประสาท)

ปัญหาวัยรุ่น ต้นเหตุและทางแก้

เวลาที่รับรู้ปัญหาของวัยรุ่น หลายคนมีความหงุดหงิด ไม่พอใจ เบื่อ รู้สึกว่าทำไมไม่เลือกสิ่งที่ดีให้กับตนเอง ทำไมต้องสร้างปัญหา คนจำนวนหนึ่งอยากจัดการปัญหาด้วยความรุนแรง ในความเป็นจริงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นมีเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ถ้าจัดการเฉพาะที่ตัววัยรุ่น คงแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วน

ทำไมเด็กบางคนเกิดปัญหาพฤติกรรม ทำไมเด็กบางคนมีความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงและเรื่องเพศ ทำไมเด็กบางคนไม่มีปัญหาทั้งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง

แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล อธิบายถึงปัญหานี้ว่า การเกิดปัญหาของวัยรุ่นมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในตัวเด็กและในสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันมีปัจจัยปกป้องที่ช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม แม้จะแวดล้อมด้วยสภาพที่เสี่ยงก็ตาม

ในทางจิตวิทยา ถ้าจะแก้ไขปัญหาเด็ก ต้องลดปัจจัยเสี่ยงในตัวเด็กและสิ่งแวดล้อมลง และสร้างปัจจัยปกป้องเพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้

เริ่มจากความเสี่ยงแรกคือความเสี่ยงในตัวเด็ก ซึ่งมีผลมาจากครอบครัว การไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ถูกมองว่าเป็นแกะดำ ใช้ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง จะทำให้เด็กมีความคิดต่อต้านสังคม ไม่ยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน

จากสภาวะดังกล่าวจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหา มองพฤติกรรมเหล่านั้นในลักษณะโก้ เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ให้ความพอใจอย่างทันทีทันใด โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

นอกจากนี้การที่เริ่มมีปัญหาตั้งแต่อายุยังน้อย ในเด็กที่อยู่ในสภาพปัญหาตั้งแต่กระบวนการคิดพิจารณาด้วยตัวเด็กเองยังไม่สามารถคิด ตัดสินใจได้ ทำให้ถูกหล่อหลอมความคิดความเชื่อที่ไม่เหมาะสม

ความเสี่ยงต่อมาได้แก่ ความเสี่ยงจากครอบครัว ครอบครัวบางครอบครัวยอมตามลูก ไม่รู้วิธีที่จะจูงใจเด็กให้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ บางครอบครัวทิ้งลูกไม่เคยรู้ว่าลูกมีปัญหาอย่างไร บางครอบครัวใช้วิธีบังคับรุนแรงแต่ไม่เคยแก้ปัญหาเด็กได้จริง ครอบครัวมีความขัดแย้ง มีปัญหาในครอบครัว เด็กไม่อยากกลับบ้าน ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ในที่สุดมีกลุ่มของตนเองซึ่งเด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมากกว่าของครอบครัว

บางครอบครัวส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นปัญหา มีทัศนคติยอมรับพฤติกรรมของเด็ก และมองปัญหาว่ามาจากคนอื่น เช่น โทษว่าเพื่อนลูกเป็นต้นเหตุ ปกป้องเด็กในทางที่ผิด ไม่ฝึกเด็กให้รับผิดชอบการกระทำของตนเอง พ่อแม่แก้ไขปัญหาพฤติกรรมลูกด้วยวิธีที่ผิด

นอกจากนี้การที่มีพ่อแม่มีปัญหาพฤติกรรมไม่น้อยไปกว่าลูก เรียกว่าเป็นพ่อปูกับลูกปูเดินตามกันมา จะทำให้เด็กซึมซับความเห็นแก่ตัว ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมมาจากตัวพ่อแม่

ความเสี่ยงในชุมชนและสังคมเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ การเข้าถึงอบายมุข เหล้า ยา อาวุธ เรียกว่าแวดล้อมด้วยสิ่งจูงใจให้มีความเสี่ยง ทัศนคติของชุมชนเองยอมรับอบายมุข ยอมให้มีสิ่งมอมเมา ผู้ใหญ่ทำผิดให้เด็กเห็น

ค่านิยมของสังคมที่ยอมรับพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหมือนเด็ก ผู้ใหญ่บางคนเป็นต้นแบบทางสังคมแต่มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความเสี่ยง ขาดนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง ปัญหาไม่สามารถแก้ได้ในพริบตา ต้องวางแนวคิดการพัฒนาที่หวังผลในระยะเป็นสิบปี ซึ่งต้องการการตัดสินใจทางนโยบายที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เด็ก

สำหรับหนทางในการแก้ปัญหา ต้องหาทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงลง และสร้างภูมิต้านทานให้กับลูก ดังนี้

* สร้างเป้าหมายในชีวิต ในวัยรุ่นการมีเป้าหมายในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ การค้นพบสิ่งที่ตนเองต้องการ และมีความหวังในอนาคต ทำให้เด็กเชื่อมั่น และต้องการเดินทางไปให้ถึง ความมุ่งมั่นในเป้าหมายจะทำให้เด็กตั้งใจ ยึดมั่นในความสำเร็จมากกว่าใช้เวลากับสิ่งที่ยั่วยุ

ปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นไทยส่วนหนึ่งไม่เคยสนใจอนาคตตัวเอง เพราะมีคนคิดแทน จัดการกำหนดให้ว่าควรจะทำอย่างไร โดยตัวเด็กไม่เคยรู้สึกว่าเป็นความต้องการของตนเอง ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มขาดโอกาสทางสังคม แม้จะตั้งความหวัง แต่ชีวิตไม่เคยมีโอกาสจะไปถึง เด็กกลุ่มนี้ทิ้งอนาคตตัวเอง เอาชีวิตรอดไปวันๆ

* สร้างบุคลิกภาพที่มั่นคง เป็นผลมาจากการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เด็กมีความเชื่อมั่นในคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อและแม่ เชื่อมั่นว่าพ่อแม่สามารถให้คำแนะนำอย่างเข้าใจ พูดคุยปัญหากับพ่อแม่ได้ มั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจ จะสัมพันธ์กับความมั่นใจว่าตนเองสามารถมีชีวิตที่ดีแม้จะแวดล้อมด้วยสิ่งที่เป็นอบายมุข เด็กกลุ่มนี้จะมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง ทำให้มีกลุ่มเพื่อน คนที่เด็กสามารถไว้วางใจได้

* มีความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ได้รับการปลูกฝัง อบรมสั่งสอนตั้งแต่วัยเด็ก สามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกต้องได้ และมีความเชื่อมั่น แม้จะเห็นคนอื่นทำสิ่งที่ผิด แต่ยังยืนหยัดที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่เด็กแสวงหาความหมายของชีวิต การมีประสบการณ์ที่สอนเรื่องชีวิตทำให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ในชีวิตดีขึ้น พื้นที่ดีๆ ที่สอนการเรียนรู้สำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็น


ในส่วนของครอบครัวย่อมมีความสำคัญในการแก้ปัญหา เริ่มจากสัมพันธภาพในครอบครัว จะเป็นตัวบ่งบอกอุณหภูมิในบ้านว่าสมาชิกอยากกลับมาที่บ้านและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สายสัมพันธ์ที่มีต่อกันทำให้เด็กคำนึงว่าสิ่งที่ตนกระทำจะเกิดผลอย่างไรกับครอบครัว และด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ทำให้อบรมสั่งสอนลูกด้วยความรักได้ สัมพันธภาพที่ดีเกิดจากความสามารถในการสื่อสารความรักต่อกัน เมื่อเด็กเริ่มโตเริ่มมีความต้องการเป็นของตนเองมักเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ การสื่อสารด้วยเหตุผลเป็นการอธิบายความต้องการของพ่อแม่และรับฟังความต้องการของลูก

ดังนั้นการฝึกทักษะสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกโตเป็นวัยรุ่นเป็นเรื่องจำเป็น จะพูดอธิบายความต้องการของตนเองอย่างไร จะแสดงความรักกับลูกอย่างไร ทำอย่างไรลูกจะเข้าใจความคาดหวังของพ่อแม่ในทางที่ดี ไม่ใช่การกดดัน

ครอบครัวพร้อมสนับสนุนเด็กวัยรุ่นมีปัญหาได้ง่าย มีความอยากลองอยากเรียนรู้ บางครั้งมีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ต้องการการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ พ่อแม่ต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีทางบวก อธิบาย อบรม ชี้แนะ ให้กำลังใจมากกว่าการใช้อารมณ์ ประชด ด่าว่า ไล่ออกจากบ้าน

หากเริ่มต้นแก้ปัญหาเล็กๆ ไม่ได้ เด็กจะขยับเข้าไปหากลุ่มที่นำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้น

ด้านสังคมและชุมชน ต้องร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็ก เข้าถึงเหล้าบุหรี่ยาเสพติดได้ยาก รวมทั้งอบายมุขทุกชนิด ชุมชนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็ก จัดพื้นที่ทางสังคมให้กับเด็กเพิ่มมากขึ้นในขณะที่พยายามลดพื้นที่ที่ทำให้เด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาลง และการวางนโยบายระยะยาวว่าจะลงทุนอย่างไรในการสร้างปัจจัยปกป้องทุกด้านให้กับเด็ก ปัญหาวัยรุ่นที่พ่อแม่กำลังเผชิญอยู่ เป็นช่วงเวลาหนึ่งของพัฒนาการของลูก อยากเห็นลูกเป็นอย่างไรในอนาคต ต้องใช้เวลาที่ดีต่อกันในการดูแลลูกในวันนี้ (From  sanook.com)



วัยรุ่นกับยาเสพติด
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
ปัญหาวัยรุ่นกับยาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่มากในขณะนี้ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมในปัจจุบันวัยรุ่น ถึงหันเข้าไปหายาเสพติดกันมากอย่างนี้
เท่าที่ได้มีการสำรวจมา สาเหตุใหญ่ของการเริ่มเข้าไปใช้ยาเสพติดของวัยรุ่นยังเป็นเรื่องของความ ”อยากลอง” ความเป็นวัยรุ่นของเขาทำให้เขาอยากลองในสิ่งแปลกใหม่ ร่วมกับอีกปัญหาหนึ่งคือการ “ตามเพื่อน” ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น ไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใด ที่จะสนใจเพื่อน อยากจะลอง อยากจะเป็นอย่างคนนั้นคนนี้ หรืออยากจะทำอย่างที่เพื่อนทำ จนกระทั่งกลายมาเป็นแฟชั่น ปัจจุบันมีเด็กบางคนหันเข้าไปหายาเสพติด เพียงเพราะรู้สึกว่า ใครๆ เขาก็ทำกัน เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นจะแปลกอะไร ถ้าถามว่ารู้โทษของยาเสพติดไหม เด็กๆ ก็รู้ แต่เพียงเพราะอยากที่จะตามเพื่อนๆ ไป ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด กลายไปเป็นเหยื่อของสารเสพติด
นอกจากนี้สภาพแวดล้อม ก็มีส่วนเอื้อให้มีปัญหายาเสพติดขึ้น เดิมทียาเสพติดเป็นสิ่งที่จะมีในสถานที่หรือแหล่งที่มีลักษณะจำเพาะในการระบาดของยาเสพติดเท่านั้น แต่ปัจจุบันยาเสพติดได้แพร่ระบาดมาถึงในโรงเรียนแล้ว เด็กๆ สามารถหายาเสพติดได้ในโรงเรียน และแม้แต่รอบรั้วโรงเรียนเองก็กลายเป็นที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กของเราไปเสียแล้ว
ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำให้เด็กบางคนเข้าไปสู่การใช้ยาเสพติด ก็คือปัญหาเรื่องของการต่อต้านผู้ใหญ่ อันนี้เป็นเรื่องตามวัยของเขาด้วย ด้วยความที่เขาอยากเป็นตัวของเขาเองทำให้เด็กบางทีรู้สึกไม่อยากเชื่อฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด บางทีก็แสดงความก้าวร้าวออกมา ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูไม่เข้าใจ ก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงกับเด็ก หรือพยายามเข้าไปควบคุมหรือจัดการกับเขา เด็กก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้น อะไรที่เรารู้สึกว่าไม่ดี อะไรที่เราห้ามเขา อะไรที่เราบอกว่าอย่าทำ เด็กก็จะยิ่งอยากทำ เหมือนจะประชดผู้ใหญ่ไปทางหนึ่งด้วย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังอ่อนอยู่ ทำให้ไม่ทราบว่าการประชดด้วยการใช้ยาเสพติดนั้นเป็นสิ่งที่มีอันตรายต่อตัวเองเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนปัจจัยต่อไปที่จะทำให้เด็กบางคนที่เมื่อหันเข้าไปลองแล้ว เกิดการติดยาเสพติดค่อนข้างจริงจัง คือปัญหาในเรื่องของภาวะทางอารมณ์ เด็กๆ หลายคนไม่มีความสุข เขารู้สึกเศร้าใจ รู้สึกทุกข์ใจ มีปัญหาต่างๆ รอบตัวโดยเฉพาะเรื่องในครอบครัว ความไม่ลงรอยกันในครอบครัว ความขัดแย้งกันของคุณพ่อคุณแม่ การทะเลาะเบาะแว้งกันที่บางทีถึงขนาดทำร้ายร่างกายกัน ทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุข ความกลัดกลุ้มใจ ทุกข์ใจเช่นนี้แหละที่ทำให้เขาจมอยู่กับยาเสพติด บางคนอาจลองด้วยความตั้งใจ เพราะรู้สึกว่าในขณะที่ชีวิตไม่มีความสุขนั้น มีบางสิ่งบางอย่างที่ให้ความสุขกับเขาได้ ทำให้เขาลืมความทุกข์ต่างๆ เหล่านี้ไปได้ หากครอบครัวมีความสุข เด็กจะไม่คิดสนใจพึ่งยาเสพติดเช่นนี้
ปัจจุบันยาเสพติดได้เปลี่ยนรูปแบบของการระบาดไปมาก จากเดิมเคยพบเป็นเฮโรอีน ก็กลายเป็นยาบ้า ตัวยานี้ออกฤทธิ์ต่อสมองโดยเข้าไปปรับหรือเปลี่ยนแปลงสารเคมีบางตัว ทำให้มีฤทธิ์ที่ทำให้ผู้เสพรู้สึกคึกคัก มีพลัง หรือเพลิดเพลินค่อนข้างมาก เราจึงได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่า วัยรุ่นไปจัดปาร์ตี้กันเพื่อความสนุก แล้วมียาเสพติดเข้ามามีส่วนประกอบ เด็กหลายคนชอบใจติดใจความสนุกสนานที่ได้รับจากฤทธิ์ของยาที่ตัวเองใช้กับเพื่อน ก็มาเล่าให้เพื่อนฟัง ชักจูงกันว่าสนุกสนานดีกว่าที่ไปปาร์ตี้กันเฉยๆ หรือในหลายครั้งก็มีลักษณะของการมอมเมา คือมีการแอบปนยาเสพติดในงานที่จัด หรือเพื่อนบางคนอาจจะไม่รู้แต่พอได้รับผลที่เกิดความสนุกขึ้นมา ก็เกิดความติดใจแล้วอยากจะใช้อีก จึงทำให้เกิดยาแพร่ระบาดไปได้เร็ว
ยาเสพติดมีผลกระทบต่อตัวเด็กในหลายด้าน ผลกระทบอันแรกที่เราอาจจะสังเกตได้อย่างชัดเจนก็คือผลการเรียน ยาเสพติดเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อสมอง ฉะนั้นความสามารถในการเรียน ความตั้งใจ สมาธิในการเรียนของเขาจะลดลง ผลการเรียนก็เริ่มตกลง เด็กจะเริ่มมีปัญหาในการฝ่าฝืนกฎระเบียบ เพราะอยากจะใช้ยา บางทีอาจเห็นเด็กอยากโดดเรียน ออกจากโรงเรียนก่อนเวลาโรงเรียนเลิก เพราะว่าอยากจะไปใช้ยาเสพติด หรืออาจพบมีปัญหาเที่ยวกลางคืนมากขึ้น
ผลกระทบต่อไป คือ ผลกระทบต่อร่างกาย ตัวยาเสพติดเองมีฤทธิ์โดยตรงต่อการทำงานของสมองของเราหรือมีฤทธิ์โดยตรงต่อทางร่างกาย การที่เราไม่หลับไม่นอนเอาแต่สนุกสนานนั้น ร่างกายเราสู้ไม่ไหว ก็จะทรุดโทรมลง เหนื่อย อ่อนเพลีย รู้สึกอยากจะนอนมากขึ้น เด็กอาจจะง่วงเหงาหาวนอนมากขึ้นในชั้นเรียน
ภาวะทางจิตใจเองก็มีผลให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวล เกิดความรู้สึกก้าวร้าวมากขึ้น เพราะเมื่อมีความต้องการใช้ยา เด็กก็จะกระวนกระวาย เวลาใครเข้ามาขัดขวาง เด็กก็จะรู้สึกหงุดหงิด อาจจะทำอะไรลงไปที่รุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญคือในบางรายอาจเกิดอาการทางจิตขึ้นอย่างที่เราเห็นข่าวกัน โดยยาบ้าอาจทำให้เกิดอาการหลอนทางประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดระแวงว่าจะมีคนทำร้าย ดังนั้นเขาอาจทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขึ้น เนื่องจากอาการทางจิตของเขา เช่น ใช้มีดจับคนเข้ามาเป็นตัวประกัน หรือกังวลว่าเขาจะทำร้ายตัวเอง ก็จะแสดงอาการก้าวร้าวต่อคนอื่นได้
ยาบ้ายังทำให้เด็กมีโอกาสทำผิดกฎหมายได้มาก ด้วยความที่อยากได้ยามาใช้ เด็กอาจจะเริ่มลักขโมย ขโมยของ หรือว่าทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น ขู่กรรโชกเพื่อที่จะได้เงินมา นอกจากนี้มีผลกระทบอีกอันหนึ่งซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจทีเดียว คือ เด็กกลายเป็นผู้ขายยาเสพติดเสียเอง เพื่อเอาเงินบางส่วนไปซื้อยามาเสพ ซึ่งตรงนี้เป็นผลกระทบซึ่งรุนแรงทีเดียวสำหรับเด็ก
การป้องกัน ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะไม่หันมาใช้ยาเสพติดอย่างนี้ ความใกล้ชิดในครอบครัวนี่แหละคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในเรื่องปัญหายาเสพติด ความเอาใจใส่กับลูกไม่ได้เริ่มที่วัยรุ่น จริงๆ แล้ว เราเอาใจใส่รักใคร่กับเขามาโดยตลอด ความผูกพันอย่างนี้ ทำให้เด็กรับรู้และเข้าใจตระหนักดีว่า การหันเข้าไปหายาเสพติดทำให้ครอบครัวของเขาเกิดปัญหาขึ้น เขาจึงมีแรงยึดเหนี่ยวจากความรักความเอาใจใส่จากครอบครัว ทำให้ไม่หันเข้าไปหายาเสพติด
การพูดคุยกับลูกวัยรุ่นก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่ว่าจะพูดอย่างไรจึงจะพอเหมาะ ด้วยความกังวลใจ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขามากขึ้น เข้าไปควบคุมเขา เข้าไปกำกับดูแล เข้าไปดูว่าเขาคุยโทรศัพท์กับใคร ในกระเป๋าเขามีอะไรบ้าง เข้าไปค้นในห้องนอนของเขา ลักษณะเช่นนี้ต้องระวังในเด็กวัยรุ่น เขาไม่ชอบให้เราเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของเขา การใช้วิธีพูดคุยกันในทำนองของการไถ่ถามถึงเรื่องราวทั่วๆ ไป เปิดโอกาสให้เขาปรึกษาหารือ พร้อมที่จะรับฟังเขา จะทำให้ความรู้สึกต่อต้านของเด็กลดลง เมื่อเขาเห็นว่าเราวางใจเขา ก็จะยินดีให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่าเวลานี้ เขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร คุณพ่อคุณแม่อาจลองถามไถ่ต่อไปว่า มีบ้างไหม เขาบังเอิญเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาเรื่องยาเสพติด เขาคิดว่าเขาจะป้องกันตัวเองอย่างไร ถ้าเราพูดกับลูกอย่างนี้ เราจะได้แนวคิดว่าจริงๆ แล้วลูกเรามีความพร้อมในเรื่องการดูแลตัวเองจากยาเสพติดไหม ถ้าเขามีแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว เขาป้องกันตัวเองอยู่แล้ว เราก็ให้เพียงแค่การสนับสนุน ชื่นชมเขา หรืออาจเสนอข้อมูลที่เราได้รับรู้มาใหม่ๆ เพื่อเขาจะได้ระมัดระวังตัวเขาเองมากขึ้น
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องการสังเกตพฤติกรรม โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาแล้วเรารีบเข้าไปแก้ปัญหาโดยเร็ว ก็ย่อมจะดีกว่าปล่อยให้เขาติดยาเสพติดจนเรื้อรังจนแก้ไขได้ยาก การสังเกตพฤติกรรมช่วงแรกๆ จะพบว่าเด็กเริ่มมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอารมณ์หงุดหงิดและก้าวร้าว เด็กบางคนอาจเก็บตัวมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่แอบซ่อน เพราะว่าเขาคงไม่อยากเปิดเผยถึงการใช้ยาของเขาให้เราทราบ ถ้าเขามีปัญหาของการแอบซ่อนอย่าใช้วิธีค้นอย่างที่ว่า เพราะยิ่งหาเด็กก็ยิ่งพยายามซ่อน ระยะนี้อาจเพียงแต่เฝ้ามองพฤติกรรมอยู่ห่างๆ ดูซิว่าลูกเริ่มโกหก ลูกเริ่มแสดงพฤติกรรมหลอกลวงหรือเปล่า แล้วก็ดูด้านอื่นร่วมกันด้วย เช่น เรื่องการเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจจะประสานกับคุณครูที่ดูแลลูกว่าขณะนี้ลูกมีปัญหาในชั้นเรียนอย่างไรไหม มีผลการเรียนตกลงไหมเพราะอะไร
กลุ่มเพื่อนของลูกก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรายอมรับเพื่อนของลูก เราก็สามารถติดตามได้ว่าเขาไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง แต่ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับเพื่อน ลูกก็จะเริ่มไม่บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมา อาจยังแอบคบหาสมาคมกันโดยที่เราไม่รู้ ซึ่งข้อนี้จะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะเราไม่มีทางทราบว่าเขาไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรบ้าง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เปิดใจรับให้เพื่อนของลูกเข้ามาในบ้าน เข้ามาพูดคุยกัน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันที่บ้าน ซึ่งดูแล้วอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น เขาอาจจะอยากขอมาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรอนุญาตหรือยอมให้เขาทำอะไรบางอย่างร่วมกันบ้าง คุณจะได้เห็นลูกกับเพื่อนในสายตาอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยได้มากทีเดียวว่า ขณะนี้เขาไปทำอะไรที่ไหนบ้าง และการที่เราเปิดเผยกับลูก ยอมรับลูกในเรื่องต่างๆ เช่นนี้ จะทำให้ลูกเองก็พร้อมที่จะเปิดเผยกับเราด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเรามาร่วมมือกันอย่างนี้ก็คงช่วยกันไม่ให้ลูกเราหันเข้าไปหายาเสพติดกันได้
บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล