วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เชื่อไหม ! เด็กอ่านหนังสือไม่คล่อง เสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน

http://www.teenrama.com/parents/pr8.html


เชื่อไหม ! เด็กอ่านหนังสือไม่คล่อง เสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน


ปัญหาเด็กหญิง เด็กสาวตั้งท้องในวัยเรียน เป็นปัญหาที่หลายประเทศให้ความสนใจ และเร่งหาทางป้องกัน เพราะการตั้งครรภ์ในวัยเรียน สามารถก่อปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคมตามมามากมาย ทั้งแม่ และทารกน้อยตาดำๆ
จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ความยากจน การขาดโอกาสทางสังคม เป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้เด็กสาวตั้งท้องในวัยเรียน แต่ล่าสุด มีผลการศึกษาจาก ดอกเตอร์เอียน เบนเน็ต จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และทีมงาน ที่ระบุว่า ทักษะการอ่าน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง ที่ส่งผลทำให้เด็กหญิงตั้งท้องในวัยเรียน
ทั้งนี้ ดอกเตอร์เอียนเล่าว่า เขาและทีมงานได้วัดผลคะแนนการอ่านหนังสือของเด็กนักเรียนหญิงจำนวน 12,339 คน ในโรงเรียน 92 แห่งในรัฐฟิลาเดลเฟีย จากนั้นก็มีการติดตามชีวิตเด็กนักเรียนหญิงเหล่านั้นเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งพบว่า เด็กหญิงที่มีปัญหาอ่านหนังสือไม่ค่อยออก หรืออ่านหนังสือไม่เก่ง มีแนวโน้มตั้งครรภ์เมื่ออยู่ชั้นมัธยม สูงกว่าเด็กที่มีทักษะการอ่านหนังสือดี โดยมีเด็กนักเรียนหญิงที่ได้คะแนนด้านทักษะการอ่านต่ำ ตั้งท้องลูกคนแรก 1,616 คน และมีเด็กหญิง 201 คน ที่ตั้งครรภ์ 2-3 ครั้ง
"เราต่างรู้กันดีว่า การขาดโอกาสทางสังคมมีส่วนอย่างแน่นอนที่ทำให้เด็กสาวเสี่ยงตั้งท้องในวัยเรียน และผลการเรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งด้วย" ทีมงานศึกษากล่าว

12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี มี EQ สูง

http://www.teenrama.com/parents/pr6.html


12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี มี EQ สูง


เราจะมาคุยกันด้วยเรื่อง "จะเลี้ยงลูกให้มี E.Q.สูงได้อย่างไร" กันนะคะ เรื่องของ E.Q.นั้น เราสามารถสร้างเสริมให้ลูกได้ทั้งสิ้น ลองมาดูกันเลยค่ะ ว่า12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี... E.Q.สูง มีอะไรกันบ้าง

1. ให้ความรัก เป็นข้อแรกที่สำคัญมากและไม่เพียงแต่ให้ความรักเท่านั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงออกอย่างเหมาะสมอีกด้วย บางคนรักลูกแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความรักออกมาให้ลูกเห็นเลย การยิ้มให้ การสัมผัส การกอด โอบไหล่ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษากายซึ่งบ่งบอกถึงความรักได้เป็นอย่างดี

2. ครอบครัวมีสุข คือ การที่คุณพ่อและคุณแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรวมถึงการมีทัศนคติ ความคิดเห็นในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนลูกไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน หรือถ้ามีความขัดแย้งบ้างก็จะมีการพูดคุยกัน ตกลงกันให้เป็นทิศทางเดียวกันคือเป็นทีมเดียวกันนั่นเอง ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ขัดกันเองในการวางกฎเกณฑ์ มีครอบครัวหนึ่งลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ ร้องไห้เพราะอยากเล่นลิปติกของแม่ ผู้หญิงทั้งหลายคงทราบดีว่าที่คุณแม่ไม่ยอมให้ลูกเล่นเพราะลิปติกจะหักเสียหาย แต่เวลาอยู่กับพ่อ พ่ออนุญาติให้ลูกเล่นได้หรือพ่อเห็นลูกร้องไห้ ก็ต่อว่าแม่ต่อหน้าลูกว่า "เรื่องแค่นี้เอง ก็ให้ลูกเล่นไปสิ" เด็กเองก็จะสับสน ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ว่าเรื่องนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรตกลงกันด้วยเหตุผลให้เรียบร้อยก่อน จะได้ควบคุมเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน

3.มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการของลูก จะทำให้เราเข้าใจและปฏิบัติต่อลูกได้ถูกต้องและเหมาะสม ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ครับว่าพัฒนาการไม่ได้หยุดหรือหมดไปเมื่อพ้นวัยอนุบาล แต่มีต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นก็มีพัฒนาการของวัย และสำคัญมากด้วยน่าเสียดายที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนปฏิบัติต่อลูกที่เข้าวัยรุ่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะคิดว่าลูกเหมือนก็เมื่อ2-3 ปีก่อน ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่บางคนอยากรู้เรื่องของลูกก็ใช้วิธีแอบฟังโทรศัพท์เวลาลูกคุยกับเพื่อน แอบเปิดค้นกระเป๋า แอบดูไดอารี่ สมุดบันทึกของลูก เกือบร้อยทั้งร้อยครับที่ลูกวัยรุ่นจะโกรธเป็นอย่างมาก เพราะไปกระทบกับพัฒนาการของวัยรุ่นที่สำคัญมากคือความเป็นส่วนตัว (Privacy) เห็นรึยังครับว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจพัฒนาการของลูกจะช่วยให้เราปฏิบัติต่อเขาได้เหมาะสมอย่างไร

4.คุณพ่อคุณแม่ควรมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวอย่างเช่นบางครอบครัว พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่จึงจำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงดูแลช่วงกลางวัน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนเลิกงานกลับมา บ้านแล้ว เหนี่อย กลางคืนก็ ฝากพี่เลี้ยงดูแลอีกควรอยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยช่วงกลางคืนจะได้มีประสบการณ์ได้รับรู้ความรู้สึกของการตื่นมาให้นมลูกเวลาลูกร้องกลางคืน ได้โอบกอดและปลอบให้เขาหลับต่อ เมื่อได้รู้จักจะยิ่งรักและเข้าใจในตัวลูก

5.สร้างเสริมความภาคภูมิใจในตัวเองหรือความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า (self esteem) ให้ลูก นั่นหมายถึงเมื่อลูกทำดีหรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ต้องชม เมื่อเขาท้อแท้ก็ให้กำลังใจ บางคนบอกว่าชมมากเดี๋ยวเหลิง ไม่ต้องกลัวครับ การชมอย่างถูกต้อง สมเหตสมุผลไม่มีผลเสียแน่นอน จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเองซึ่งมีค่าต่อเด็กมากค่ะ

6.ให้อิสระและโอกาสในการตัดสินใจกับลูก จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ ไม่พยายามบังคับความคิดลูก (ถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยนะคะ)

7.สอนลูกให้รู้จักรักและดูแลตนเองเช่นเดียวกันกับผู้อื่น ซึ่งข้อนี้ก็คือส่วนสำคัญข้อหนึ่งของ E.Q.ดังที่ได้คุยกันไปแล้ว ซึ่งรวมไปถึงการสอนลูกให้รู้สึกเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย เช่นการที่คุณพ่อคุณแม่บางคนพาลูกไปให้ของเด็กพิการ ตามสถานสงเคราะห์หรือให้ผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา

8.ส่งเสริมให้ลูกรู้จักคิดด้วยหลักการและเหตุผล โดยส่งเสริมทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและเรื่องสำคัญๆ ด้วย ตัวอย่างถ้าลูกอยากจะซื้อของเล่น ของใช้ที่แพงๆ หรือเป็นของที่มีอยู่แล้วก็สอนให้ลูกรู้จักใช้หลักการและ้เหตุผลว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อเพราะอะไร

9.สอนลูกให้รู้จักการผ่อนคลายและหาความสุขให้ตัวเองด้วย ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากครับเพราะเด็กหลายคนที่เก่ง ประสบความสำเร็จในการเรียน กีฬา แต่ไม่มีความสุข เนื่องจากเครียดอยู่ตลอดเวลาในการที่จะรักษาความเก่งของตัวเองไว้ให้ได้ตลอดไปหรือให้เก่งมากขึ้นเพื่อเอาชนะคนอื่น

10.เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก (modeling) คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างให้ลูกทำสิ่งดีๆตามลูกจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติแทบไม่ต้องพูดสอนเลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนิสัยรักการอ่าน ส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่เป็นแบบอย่าง เช่นอยู่บ้านว่างๆก็หยิบหนังสือมาอ่าน ชอบที่จะอ่านนิทานให้ลูกฟัง พูดคุยกับลูกถึงเรื่องในหนังสือที่อ่าน ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าก็มักแวะเข้าร้านหนังสือบ่อยๆ แบบนี้ลูกก็มักจะติดนิสัยรักการอ่านหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว ผมมีอีกตัวอย่างหนึ่งคือการฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบเช่นหลังกินข้าวเสร็จ ถึงแม้ว่าจะมีคนงานที่บ้านก็ควรจะยกจานที่ทานเสร็จแล้ว ช่วยเขี่ยเศษอาหารใส่ถังขยะแล้ววางบนอ่างล้างจานในบ้าน(ให้คนงานล้างต่อไป) คุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่าง ลูกเห็นก็อยากทำตาม แล้วยังสอนการมีน้ำใจต่อคนงานอีกด้วย ท่านผู้อ่านลองนึกภาพนะคะ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่ทำเป็นตัวอย่าง กินตรงไหนเสร็จแล้วก็ลุกออกไป ให้คนงานมาตามคอยเก็บ แต่สั่งให้ลูกทำลูกจะคิดอย่างไร

11.กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย พบว่าเด็กที่ E.Q. ดี มักอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความรักความเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็สอนรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร และควบคุมเรื่องของกฎเกณฑ์ระเบียบวินัยในลักษณะของทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ควบคุมมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีรายละเอียดมากค่ะ นอกจาก 11 วิธีนี้แล้ว ท่านผู้อ่านทราบไหมคะ มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากต่อ E.Q. ของลูก มีอิทธิพลต่อเด็กมาก แต่เรามักไม่ค่อยนึกถึง ทราบไหมครับว่าคืออะไร ระบบการศึกษาไงครับ

12.ระบบการศึกษา เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่าการศึกษาสร้างคน เห็นด้วยใช่ไหมค่ะ ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากและมีผลต่อ E.Q.ของลูกด้วย จะมีประโยชน์มากค่ะ หากเราจะทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

ขอบคุณที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

พัฒนาการวัยร่น

http://www.psyclin.co.th/new_page_56.htm


พัฒนาการวัยรุ่น
Adolescent Development
นพ.  พนม  เกตุมาน

            วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายด้าน  ทำให้ต้องมีการปรับตัวหลายด้านพร้อมๆกัน  จึงเป็นวัยที่จะเกิดปัญหาได้มาก  การปรับตัวได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นพัฒนาตนเองเกิดบุคลิกภาพที่ดี  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตต่อไป  การเรียนรู้พัฒนาการวัยรุ่นจึงมีประโยชน์ทั้งต่อการส่งเสริมให้วัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งทางร่างกายจิตใจสังคม  และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆในวัยรุ่น  เช่น ปัญหาทางเพศ  หรือปัญหาการใช้สารเสพติด 

พัฒนาการของวัยรุ่น
            วัยรุ่น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กย่างอายุประมาณ  12-13 ปี  เพศหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเพศชายประมาณ 2 ปี และจะเกิดการพัฒนาไปจนถึงอายุประมาณ  18 ปี จึงจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่  โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนี้
1.พัฒนาการทางร่างกาย ( Physical Development ) ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั่วไป  และการเปลี่ยนแปลงทางเพศ   เนื่องจากวัยนี้ มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพศ(sex  hormones)  และฮอร์โมนของการเจริญเติบโต(growth hormone)อย่างมากและรวดเร็ว 
    การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (physical  changes)   ร่างกายจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แขนขาจะยาวขึ้นก่อนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอื่นประมาณ 2 ปี เพศหญิงจะไขมันมากกว่าชายที่มีกล้ามเนื้อมากกว่า  ทำให้เพศชายแข็งแรงกว่า
    การเปลี่ยนแปลงทางเพศ(sexual  changes)  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน  คือวัยรุ่นชายจะเป็นหนุ่มขึ้น  นมขึ้นพาน(หัวนมโตขึ้นเล็กน้อย  กดเจ็บ)  เสียงแตก  หนวดเคราขึ้น  และเริ่มมีฝันเปียก ( nocturnal ejaculation - การหลั่งน้ำอสุจิในขณะหลับและฝันเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ)  การเกิดฝันเปียกครั้งแรกเป็นสัญญานของการเข้าสู่วัยรุ่นของเพศชาย  ส่วนวัยรุ่นหญิงจะเป็นสาวขึ้น  คือ เต้านมมีขนาดโตขึ้น  ไขมันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รูปร่างมีทรวดทรง  สะโพกผายออก  และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก ( menarche)  การมีประจำเดือนครั้งแรก เป็นสัญญานบอกการเข้าสู่วัยรุ่นในหญิง
   ทั้งสองเพศจะมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ  ซึ่งจะมีขนาดโตขึ้น และเปลี่ยนเป็นแบบผู้ใหญ่  มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ  มีกลิ่นตัว  มีสิวขึ้น 
2. พัฒนาการทางจิตใจ  (Psychological Development)
สติปัญญา(Intellectual Development)  วัยนี้สติปัญญาจะพัฒนาสูงขึ้น  จนมีความคิดเป็นแบบรูปธรรม (Jean Piaget  ใช้คำอธิบายว่า  Formal Operation  ซึ่งมีความหมายถึงความสามารถเรียนรู้  เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ  ได้ลึกซึ้งขึ้นแบบ abstract thinking)  มีความสามารถในการคิด  วิเคราะห์  และสังเคราะห์  สิ่งต่างๆได้มากขึ้นตามลำดับจนเมื่อพ้นวัยรุ่นแล้ว  จะมีความสามารถทางสติปัญญาได้เหมือนผู้ใหญ่  แต่ในช่วงระหว่างวัยรุ่นนี้  ยังอาจขาดความยั้งคิด  มีความหุนหันพลันแล่น  ขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ
ความคิดเกี่ยวกับตนเอง (Self Awareness)  วัยนี้จะเริ่มมีความสามารถในการรับรู้ตนเอง ด้านต่างๆ   ดังนี้
เอกลักษณ์ (identity) วัยรุ่นจะเริ่มแสดงออกถึงสิ่งตนเองชอบ  สิ่งที่ตนเองถนัด  ซึ่งจะแสดงถึงความเป็นตัวตนของเขาที่โดดเด่น  ได้แก่  วิชาที่เขาชอบเรียน  กีฬาที่ชอบเล่น  งานอดิเรก  การใช้เวลาว่างให้เกิดความเพลิดเพลิน   กลุ่มเพื่อนที่ชอบและสนิทสนมด้วย  โดยเขาจะเลือกคบคนที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน  หรือเข้ากันได้   และจะเกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดแบบอย่างจากกลุ่มเพื่อนนี้เอง  ทั้งแนวคิด  ค่านิยม  ระบบจริยธรรม  การแสดงออกและการแก้ปัญหาในชีวิต  จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของตน  และกลายเป็นบุคลิกภาพนั่นเอง   สิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ตนเองยังมีอีกหลายด้าน  ได้แก่  เอกลักษณ์ทางเพศ(sexual  identity  and sexual orientation)  แฟชั่น  ดารา  นักร้อง  การแต่งกาย    ทางความเชื่อในศาสนา  อาชีพ  คติประจำใจ  เป้าหมายในการดำเนินชีวิต   ( Erik Erikson  อธิบายว่าวัยรุ่นจะเกิดเอกลักษณ์ของตนในวัยนี้  ถ้าไม่เกิดจะมีความสับสนในตนเอง Identity  VS  Role confusion )
ภาพลักษณ์ของตนเอง (self  image)  คือการมองภาพของตนเอง  ในด้านต่างๆ  ได้แก่   หน้าตา  รูปร่าง  ความสวยความหล่อ  ความพิการ  ข้อดีข้อด้อยทางร่างกายของตนเอง  วัยรุ่นจะสนใจหรือ  ให้เวลาเกี่ยวกับรูปร่าง  ผิวพรรณมากกว่าวัยอื่นๆ  ถ้าตัวมีข้อด้อยกว่าคนอื่นก็จะเกิดความอับอาย  
การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (acceptance)  วัยนี้ต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนอย่างมาก  การได้รับการยอมรับจะช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นคง  ปลอดภัย  เห็นคุณค่าของตนเอง  มั่นใจตนเอง  วัยนี้จึงมักอยากเด่นอยากดัง อยากให้มีคนรู้จักมากๆ     
ความภาคภูมิใจตนเอง (self esteem) เกิดจากการที่ตนเองเป็นที่ยอมรับของเพื่อนและคนอื่นๆได้  รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  เป็นคนดีและมีประโยชน์แก่ผู้อื่นได้  ทำอะไรได้สำเร็จ
ความเป็นตัวของตัวเอง  (independent)  วัยนี้จะรักอิสระ  เสรีภาพ ไม่ค่อยชอบอยู่ในกฎเกณฑ์กติกาใดๆ  ชอบคิดเอง  ทำเอง  พึ่งตัวเอง  เชื่อความคิดตนเอง   มีปฏิกิริยาตอบโต้ผู้ใหญ่ที่บีบบังคับสูง    ความอยากรู้อยากเห็นอยากลองจะมีสูงสุดในวัยนี้  ทำให้อาจเกิดพฤติกรรมเสี่ยงได้ง่ายถ้าวัยรุ่นขาดการยั้งคิดที่ดี  การได้ทำอะไรด้วยตนเอง  และทำได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นมีความมั่นใจในตนเอง (self  confidence)
การควบคุมตนเอง (self control) วัยนี้จะเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด  การรู้จักยั้งคิด การคิดให้เป็นระบบ  เพื่อให้สามารถใช้ความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ 

อารมณ์ (mood)   อารมณ์จะปั่นป่วน  เปลี่ยนแปลงง่าย  หงุดหงิดง่าย  เครียดง่าย  โกรธง่าย   อาจเกิดอารมณ์ซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุได้ง่าย  อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเกเร  ก้าวร้าว   มีผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิต  ในวัยรุ่นตอนต้น  การควบคุมอารมณ์ยังไม่ค่อยดีนัก  บางครั้งยังทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองอยู่บ้าง  แต่จะค่อยๆดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น  อารมณ์เพศวัยนี้จะมีมาก  ทำให้มีความสนใจเรื่องทางเพศ  หรือมีพฤติกรรมทางเพศ  เช่น  การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง   ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในวัยนี้  แต่พฤติกรรมบางอย่างอาจเป็นปัญหา  เช่น  เบี่ยงเบนทางเพศ กามวิปริต หรือการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น

จริยธรรม (moral development) วัยนี้จะมีความคิดเชิงอุดมคติสูง(idealism)  เพราะเขาจะแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้แล้ว  มีระบบมโนธรรมของตนเอง   ต้องการให้เกิดความถูกต้อง  ความชอบธรรมในสังคม  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น   ต้องการเป็นคนดี  เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น    และจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับความไม่ถูกต้องในสังคม  หรือในบ้าน  แม้แต่พ่อแม่ของตนเองเขาก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว  บางครั้งเขาจะแสดงออก  วิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่หรือ ครูอาจารย์ตรงๆอย่างรุนแรง  การต่อต้าน ประท้วงจึงเกิดได้บ่อยในวัยนี้เมื่อวัยรุ่นเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง  หรือมีการเอาเปรียบ เบียดเบียน  ความไม่เสมอภาคกัน   ในวัยรุ่นตอนต้นการควบคุมตนเองอาจยังไม่ดีนัก  แต่เมื่อพ้นวัยรุ่นนี้ไป  การควบคุมตนเองจะดีขึ้น  จนเป็นระบบจริยธรรมที่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่

3.พัฒนาการทางสังคม (Social Development)
วัยนี้จะเริ่มห่างจากทางบ้าน  ไม่ค่อยสนิทสนมคลุกคลีกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม  แต่จะสนใจเพื่อนมากกว่า  จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ     มีกิจกรรมนอกบ้านมาก   ไม่อยากไปไหนกับทางบ้าน   เริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม  สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม  ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่ม  ของสังคมได้ดีขึ้น   มีความสามารถในทักษะสังคม  การสื่อสารเจรจา  การแก้ปัญหา  การประนีประนอม  การยืดหยุ่นโอนอ่อนผ่อนตามกัน  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  พัฒนาการทางสังคมที่ดีจะเป็นพื้นฐานมนุษยสัมพันธ์ที่ดี  และบุคลิกภาพที่ดี  การเรียนรู้สังคมจะช่วยให้ตนเองหาแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะกับตนเอง  เลือกวิชาชีพที่เหมาะกับตน  และมีสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อตนเองในอนาคตต่อไป
  เป้าหมายของการพัฒนาวัยรุ่น
1.   ร่างกายที่แข็งแรง  ปราศจากความบกพร่องทางกาย  มีความสมบูรณ์  มีภูมิต้านทานโรคและปราศจากภาวะเสี่ยงต่อปัญหาทางกายต่างๆ
2.   เอกลักษณ์แห่งตนเองดี
·       บุคลิกภาพดี  มีทักษะส่วนตัว  และทักษะสังคมดี
·       เอกลักษณ์ทางเพศเหมาะสม
·       การเรียนและอาชีพ ได้ตามศักยภาพของตน  ตามความชอบความถนัด และความเป็นไปได้  ทำให้มีความพอใจต่อตนเอง
·       การดำเนินชีวิต  สอดคล้องกับความชอบความถนัด  มีการผ่อนคลาย  กีฬา  งานอดิเรก  มีความสุขได้โดยไม่เบียดเบียนคนอื่น  มีการช่วยเหลือคนอื่นและสิ่งแวดล้อม
·       มีมโนธรรมดี  เป็นคนดี

3.   มีการบริหารตนเองได้ดี  สามารถบริหารจัดการตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น 
4.   มีความรับผิดชอบ   มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง  ต่อผู้อื่น  ต่อประเทศชาติ และต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี
5.   มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดี 
 
ปัญหาพฤติกรรมในวัยรุ่น
            ปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น  มีดังนี้
ปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่  วัยนี้จะแสดงพฤติกรรมที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก การพูดจาไม่ค่อยเรียบร้อย  อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนแปลงง่าย  ความรับผิดชอบขึ้นๆลงๆ  เอาแต่ใจตัวเอง  ทำให้พ่อแม่  ผู้ปกครอง  หรือครูอาจารย์หงุดหงิดไม่พอใจได้มากๆ  ถ้าใช้วิธีการจัดการไม่ถูกต้อง  เช่น  ใช้วิธีดุด่าว่ากล่าว  ตำหนิ  หรือลงโทษรุนแรง  จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน  เป็นอารมณ์ต่อกัน  ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมวัยรุ่น
วิธีการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้  เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของวัยรุ่น  มีการตอบสนองโดยประนีประนอมยืดหยุ่น  แต่ก็ยังคงมีขอบเขตพอสมควร  พยายามจูงใจให้ร่วมมือมากกว่าการบังคับกันตรงๆหรือรุนแรง  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก่อน  อย่าหงุดหงิดกับพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ

ปัญหาการใช้สารเสพติด (substance use disorders) ตามธรรมชาติของวัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยากลองมาก  ถ้าขาดการยับยั้งชั่งใจด้วย  การที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้สารเสพติด  หรือเพื่อนใช้สารเสพติด  จะมีการชักชวนให้ใช้ร่วมกัน  บางคนไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน  บางคนใช้เพื่อให้เหมือนเพื่อนๆ  เมื่อลองแล้วเกิดความพอใจก็จะติดได้ง่าย 

ปัญหาทางเพศ(Sexual Problems)
พฤติกรรมรักร่วมเพศ (homosexualism) เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดปํญหาตามมาได้มาก  คนที่เป็นรักร่วมเพศมักจะเจอปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป  ในบางสังคมมีการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ  มีการรังเกียจ  ล้อเลียน  ไม่ยอมรับ  บางประเทศมีกฎหมายลงโทษการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเอง
รักร่วมเพศ  คือพฤติกรรมที่พึงพอใจทางเพศกับเพศเดียวกัน  อาจมีการแสดงออกภายนอกให้เห็นชัดเจนหรือไม่ก็ได้ 
การรักษาผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ  มักไม่ได้ผล  เนื่องจากผู้ที่เป็นรักร่วมเพศมักจะพอใจในลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว  การช่วยเหลือทำได้โดยการให้คำปรึกษาผู้ที่เป็นพ่อแม่  และผู้ป่วย  เพื่อให้ปรับตัวได้   ไม่รังเกียจลูกที่เป็นแบบนี้  และผู้ป่วยแสดงออกเหมาะสม  ไม่มากเกินไปจนมีการรังเกียจต่อต้านจากคนใกล้ชิด
การป้องกันภาวะรักร่วมเพศ   ทำได้โดยการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่เพศเดียวกับเด็ก  เพื่อให้มีการถ่ายทอดแบบอย่างทางเพศจากพ่อหรือแม่เพศเดียวกับเด็ก

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (masturbation) ในวัยรุ่นการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นพฤติกรรมปกติ  ไม่มีอันตราย  ไม่มีผลเสียต่อร่างกายหรือจิตใจ  การทำไม่ควรหมกมุ่นมากจนเป็นปัญหาต่อการใช้เวลาที่ควรทำ  หรือทำให้ขาดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อื่นๆ

การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น (sexual relationship)  มักเกิดจากวัยรุ่นที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ  หรือมีปัญหาทางอารมณ์  และใช้เพศสัมพันธ์เป็นการทดแทน  เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นมักไม่ได้ยั้งคิดให้รอบคอบ  ขาดการไตร่ตรอง  ทำตามอารมณ์เพศ  หรืออยู่ภายใต้ฤทธิ์ของสารเสพติด  ทำให้เกิดปัญหาการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์    การตั้งครรภ์   การทำแท้ง  การเลี้ยงลูกที่ไม่ถูกต้อง  ปัญหาครอบครัว  และกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด

ปัญหาบุคลิกภาพ (personality problems)  วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพอย่างชัดเจน  ทั้งนิสัยใจคอ  การคิด  การกระทำ  จะเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอ  จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าในเหตุการณ์แบบนี้  เขาจะแสดงออกอย่างไร  ถ้าการเรียนรู้ที่ผ่านมาดี  วัยรุ่นจะมีบุคลิกภาพดีด้วย  แต่ในทางตรงข้าม  ถ้ามีปัญหาในชีวิต  หรือเรียนรู้แบบผิดๆ  จะกลายเป็นบุคลิกภาพที่เป็นปัญหา  ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้น้อย  เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง  และจะติดตัวไปตลอดชีวิต   ถ้าเป็นปัญหามากๆเรียกว่าบุคลิกภาพผิดปกติ (personality disorders)

ความประพฤติผิดปกติ  (conduct disorder)  คือ โรคที่มีปัญหาพฤติกรรมกลุ่มที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  โดยตนเองพอใจ  ได้แก่  การละเมิดสิทธิผู้อื่น  การขโมย  ฉ้อโกง ตีชิงวิ่งราว   ทำร้ายผู้อื่น  ทำลายข้าวของ  เกเร  หรือละเมิดกฎเกณฑ์ของหมู่คณะหรือสังคม   การหนีเรียน  ไม่กลับบ้าน  หนีเที่ยว  โกหก  หลอกลวง  ล่วงเกินทางเพศ  การใช้สารเสพติด  อาการดังกล่าวนี้มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานพอสมควร  สัมพันธ์กันปัญหาในครอบครัว   การเลี้ยงดู  ปัญหาอารมณ์ 
            การรักษาควรรีบทำทันที  เพราะการปล่อยไว้นาน  จะยิ่งเรื้อรังรักษายาก  และกลายเป็นบุคลิกภาพแบบอันธพาล (antisocial personality disorder)

การป้องกันปัญหาวัยรุ่น
1.   การเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง  ให้ความรักความอบอุ่น
2.   การฝึกให้รู้จักระเบียบวินัย  การควบคุมตัวเอง
3.   การฝึกทักษะชีวิต  ให้แก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง  มีทักษะในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
4.   การสอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อน  ทักษะสังคมดี
5.   การฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

  คลินิคจิต-ประสาท 563 ถ.สามเสน แขวงวชิรพยาบาล  เขตดุสิต  กทม 10300  โทร. 0-2243-2142  0-2668-9435
   ส่งเมล์ถึง panom@psyclin.co.th พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซท์นี้
   ปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุด:21/05/50

เลี้ยงลูกวัยร่นเข็มแค่ไหน

http://women.mthai.com/mom-child/122923.html


โดย: ดัชนี
… อย่าเพิ่งถอดใจนะคะ เวลาเจ้าหนุ่มหรือแม่สาวของคุณปึงปังใส่ หลังคุณยื่นกฎเหล็กเข้าให้ ไม่งั้นจะเรียกวัยวุ่น วัยรุ่น รึ
ลองรำลึกอดีตชาติตอนเราเป็น วัยรุ่น มั่ง ตอนนั้นเราก็ป่วนใช่ย่อยเหมือนกัน พ่อแม่เอ่ยอะไรมา ผิดหมด รับไม่ได้ ‘ไม่เห็นด้วย’ ไว้ก่อน ห้ามอะไรนอกจากไม่ฟังแล้วยังทำตรงกันข้ามกันซะอีก
พ่อแม่เห็น วัยรุ่น เมินหน้า จะหักด้ามพร้าด้วยเข่ารึก็กลัวว่าจะเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่ จะเลยตามเลย ก็กลัวจะเหลวไหลเสียผู้เสียคน
…ทำไงดีล่ะทีนี้ !!
เหตุการณ์อิหลักอิเหลื่อแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกบ้านค่ะ ซึ่งจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติก็ว่าได้ เรื่องธรรมชาติที่ว่านี้มี 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก วัยรุ่น ไม่อยู่ในคอนโทรล… ไม่แปลก เรื่องสอง พ่อแม่ต้องคุมวินัยลูก … ก็เรื่องปกติอีกเช่นกัน เด็กๆ (จนถึงวัยรุ่น) จำเป็นต้องเรียนรู้การฝึกวินัย และรู้จักขอบเขต
ขอให้รู้ไว้อีกเรื่องว่า … หลังควันออกหูจางหาย วัยรุ่นส่วนใหญ่เขารู้สึกดีที่พ่อแม่เข้มงวดกับเขา และเมื่อเขา’โต’อีกหน่อย เขาจะรู้สึกขอบคุณพ่อแม่
ดังนั้น ขอพูดซ้ำๆ ย้ำอีกครั้งว่าพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจึงต้อง หนักแน่น คงเส้นคงวา อย่าหวั่นไหวกับท่าทีปึงปัง เง้างอน ตะบึงตะบอน ก้าวร้าว(ทั้งวาจาและการกระทำ) เรื่องที่ต้อง ‘เข้ม’ ก็ต้องเข้มกันไป แต่ด้วยท่าทีและอารมณ์ที่เป็นปกติมั่นคง
แต่เรื่องที่’เข้ม’กันนี้ ไม่ใช่กำหนดมาจากพ่อแม่ฝ่ายเดียวนะคะ อย่างนั้นเขาเรียกว่าเผด็จการ ต้องพูดคุย ตกลงกับลูกก่อน พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องนั้นๆ
เข้มเรื่องอะไรกันบ้าง
หลักในการเข้มกับลูก ขึ้นอยู่กับ 3 เหตุผลด้วยกัน คือเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของลูกทั้งทางกายและใจ เหตุผลในเรื่องของความรับผิดชอบ และเหตุผลในเรื่องหลักคิด ค่านิยมของครอบครัว ซึ่งเรื่องเหล่านี้แต่ละบ้านแต่ละครอบครัวมีมาตรฐานและรายละเอียดแตกต่างกันไป
ความปลอดภัย ก็เช่น เวลากลับบ้าน กำหนดว่ากลับบ้านไม่เกินกี่โมง ถ้ากลับช้าต้องโทรศัพท์บอก ถ้าไปเที่ยวกับเพื่อน ต้องให้พ่อแม่โทรเช็กได้ ไม่เช่นนั้นพ่อแม่จะเป็นห่วง หรือการคบเพื่อน ห้ามไปค้างบ้านเพื่อนที่พ่อแม่ไม่รู้จักหรือไปค้างบ้านที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูแล เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ห้ามสูบบุหรี่ กินเหล้า เสพยา เพราะจะทำให้เสียอนาคต ห้ามแต่งตัวโป๊ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ เป็นต้น
ความรับผิดชอบ เช่น เรื่องเรียน ลูกจะเที่ยวเล่นหรือทำกิจกรรมที่ชอบ หรือมีแฟนได้ แต่ต้องไม่เสียการเรียน ต้องช่วยเหลืองานบ้าน เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง ห้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อของแพงๆ เพราะลูกยังหาเงินเองไม่ได้ หรือเป็นเรื่องที่ต้องฝึก ไม่เช่นนั้นจะติดนิสัยใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
หลักคิดหรือค่านิยมของบ้าน เช่น ห้ามโกหกเพราะจะทำให้พ่อแม่ไม่เชื่อใจ ห้ามไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายสองต่อสอง เพราะพ่อแม่ยังยึดหลักอยากให้ลูกรักนวลสงวนตัว ห้ามแสดงกิริยาก้าวร้าวผู้ใหญ่ เป็นต้น
เข้มแค่ไหนดี
กฎเหล็ก เหล่านี้ กับลูกวัยรุ่นก็ยากที่จะควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามกันได้ เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ไม่ยอม ‘ถูกควบคุม’ และจะ”ไม่” ไว้ก่อนไปทุกเรื่อง อย่างนี้ต้องใจแข็งๆ ไว้ค่ะ … อย่าลืมคำว่า หนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องที่เขาละเมิดข้อตกลงนั้นเสี่ยงต่ออันตราย ถ้าฝ่าฝืนก็ต้องมีการลงโทษด้วยการตัดสิทธิ์ที่ลูกต้องการบางอย่าง
อย่าแล้วแต่อารมณ์พ่อแม่ วันไหนอารมณ์ดีหรือลูกมาออดอ้อนก็อนุญาตให้ทำ…อย่าลืมคำว่า คงเส้นคงวา
ขณะที่เรา’เข้ม’กับลูกนี้ ในเวลาเดียวกัน เราก็ค่อยๆ ให้อิสระลูกในเรื่องที่ลูกรับผิดชอบได้ดี เช่น ถ้าลูกไม่เคยเหลวไหลเรื่องเวลากลับบ้าน ก็อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อน(ในสถานที่ที่ปลอดภัย)ได้บ้าง หรือถ้าลูกไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็ให้วงเงินที่ลูกสามารถไปบริหารการใช้จ่ายด้วยตัวเองเป็นรายเดือน เป็นต้น
ในกรณีที่ลูกเราละเมิดกฎแล้วเกิดผลเสียหาย คำพูดประเภทว่า “ชั้นบอกแกแล้ว!!” หรือการลงโทษก็อาจจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราคงต้องหาวิธีช่วยลูกให้กลับมายืนที่เดิมให้ได้ เช่น เมื่อลูกการเรียนแย่ลงเพราะเล่นกีฬามากไป จะให้ลูกเลิกเล่นกีฬาไปเลยเพื่อเป็นการลงโทษลูก ลูกอาจเสียกำลังใจ และกีฬาก็มีผลดีต่อลูก อย่างนี้น่าจะให้ลูกเล่นกีฬาต่อได้ แต่ต้องช่วยลูกจัดแบ่งเวลาใหม่ อาจจะเล่นกีฬาน้อยลง และดูแลให้มีเวลาสำหรับการอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนมากขึ้น
แม้ลูกวัยรุ่นจะเป็นวัยไขว่คว้าหาอิสรภาพและไม่ยอมถูกบังคับก็จริง แต่โดยพื้นฐานแล้วลูกๆ เขารักพ่อแม่ค่ะ ถ้าเราหนักแน่น คงเส้นคงวา ยอมรับฟังเขาบ้าง เขาก็จะไม่ล้ำเส้นกันสักเท่าไหร่
ที่เห็นๆ ว่าเป็นปัญหา และเข้ม กันไม่ค่อยได้ มักจะเพราะพ่อแม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์และท่าทีของลูกเสียก่อน ใช่ไหมคะ
เรียบเรียงจากนิตยสาร : Teen, Kids & Family
ภาพประกอบจาก Instagram

อยู่กับลูกวัยรุ่นอย่างไร

http://www.dmh.go.th/1667/1667view.asp?id=4213



   หัวข้อ : อยู่กับลูกวัยรุ่นอย่างไร กลุ่มปัญหา : ความสัมพันธ์ในครอบครัว 


สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกวัยรุ่นคงมีน้อยครอบครัวนักที่พ่อแม่กับลูกวัยรุ่นจะไม่มีปัญหากัน การดูแลเลี้ยงลูกวัยรุ่นสมัยนี้ค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากซึ่งหลายครอบครัวคงเจอปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน ลองให้คุณพ่อ คุณแม่ มาลองเปิดใจคุยกันปัญหาจะคล้ายๆกันซึ่งบางครอบครัวก็จะรู้สึกเครียดและไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร บางครอบครัวถึงกับต้องปรึกษาจิตแพทย์ครอบครัวเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะเทคนิคการอบรมเลี้ยงดูลูกในแต่ละครอบครัวก็ย่อมแตกต่างกันออกไป พ่อแม่ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อ่อนไหวง่าย บวกกับความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องการเป็นอิสระ และ ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆมากกว่าคนในครอบครัว แนะคุณพ่อ คุณแม่ อยากเห็นลูกวัยรุ่นอนาคตสดใส ต้องให้ความสำคัญต่อครอบครัวด้วยโดยเฉพาะครอบครัวที่กำลังมีลูกเป็นวัยรุ่น การสร้างความเชื่อใจต่อวัยรุ่นและความต้องการของวัยรุ่น โดยการสื่อสารของพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นเป็นสิ่งที่หลายท่านมองข้ามไป โดยสื่อสารยังไงให้วัยรุ่นเข้าใจ การสื่อสารของพ่อแม่ ควรมีการกลั่นกรองให้เหมาะสม พูดด้วยน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางที่เป็นการแสดงความรักความห่วงใยเสมอ ไม่ควรพูดจาประชดประชัน เปรียบเทียบ ใช้อารมณ์หรือพูดซ้ำซากในสิ่งที่ผ่านมา ควรพูดกับลูกในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน หากมีอารมณ์โกรธควรรู้จักควบคุมอารมณ์ และหากทำไม่ได้ควรเดินหนีไปจากสถานการณ์ก่อน
• พูดตรงไปตรงมา บอกความต้องการที่เราอยากให้ลูกทำให้ชัดเจน ด้วยท่าทีที่นุ่มนวล เห็นความสำคัญของลูก ทำให้ลูกเกิดกำลังใจ และเป็นแรงผลักดันให้ลูกเกิดความมั่นใจ และรู้สึกว่าตนมีคุณค่า
• สิ่งที่พ่อแม่ควรต้องทำ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดก่อน รับฟังจนจบด้วยท่าทีที่สนใจ ระหว่างลูกพูดไม่ควรด่วนสรุป ตัดสินเสนอแนะวิพากษ์ วิจารณ์ ออกความคิดเห็นหรือสั่งการ ควรเครารพในความคิดเห็นของลูก แต่รอโอกาสสั่งสอนหรือตักเตือนโดยสอดแทรกตาม สถานการณ์ที่พาไป และทำให้ลูกรู้ว่า ทุกๆ คนมีความคิดเห็น หรือแต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกันหากชักจูงลูกควรอยู่ในพื้นฐานของการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันกับลูก ไม่ใช่ตัดสินชี้ขาดโดยพ่อแม่ฝ่ายเดียว
• การสื่อสารลูกเป็นการทำความเข้าใจ บอกความต้องการกันและกัน จะช่วยลดการขัดแย้ง และแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความรุนแรงภายในครอบครัว ทำให้ลูกเกิดการรับรู้ไปในตัวว่าเขาสามารถที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้โดยมีครอบครัวเป็นที่ให้คำปรึกษาอย่างดี
ประการต่อมาต้องมองว่าอนาคตของลูกก็คือของลูก พ่อแม่เป็นได้แค่คนเกื้อหนุน อนาคต และคอยชื่น ชมเมื่อลูกประสบ ความสำเร็จในเรื่องที่ลูกทำ มีอาชีพที่ลูก อยากเป็น มีความสุขที่ลูกต้องการ ต้องคิดอยู่เสมอว่าความสำเร็จ อาชีพ หรือ ความสุขที่พ่อแม่อยากมีจากลูก อาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกต้องการก็ได้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ ต้องเริ่มถามตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ว่า คำจำกัดความว่าอนาคตของลูกคืออะไร"
ประเด็นนี้จะสอดคล้องกับกระแสเรื่อง ความสำเร็จ ทางการศึกษาว่าทำอย่างไร ถึงจะประสบความสำเร็จในเชิงของ อาชีพได้ และนอกจากนี้เด็กควรมีความสำเร็จในด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะในด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคนรอบตัว นอกจากจะยืนด้วยลำแข็งตัวเอง ได้แล้ว ก็ยังสามารถหันกลับไปมองพ่อแม่ และยิ้มให้แก่กันด้วยความรู้สึกจริงใจ และมีความสุข มีเพื่อน ที่รู้สึกว่าทุกคนรักเขา และเขาเองก็รักผู้คนด้วย "คุณหมอย้ำว่า" ทุกเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกัน หากมีอาชีพที่ดี แต่ว่าครอบครัวเพื่อนฝูง ไม่รักเขาเลย หรือมีอาชีพไม่ดี แต่เป็น ความสุขของเขา ครอบครัวและเพื่อนฝูง ก็รับไม่ได้ เขาก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเด็น เรื่องอาชีพ และ เลือกเส้นทางอนาคตทางการศึกษาของลูก ต้องมองทางป้องกันและสิ่งที่จะตอบสนองแต่ละด้านอย่างเพียงพอด้วย"
" พ่อแม่มักจะมาหาหมอด้วยปัญหาที่ว่า ลูกวัยรุ่นดูแลยาก และมีความคิดว่าลูกคิดไม่เป็น ที่เป็นอย่างนี้เพราะพ่อแม่เห็น ภาพลูกวัยรุ่นที่นิยมทำตามกระแส ใส่เสื้อสายเดี่ยว เที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เหมือนไม่คิดถึงอนาคตที่ยาวไกล ฉะนั้นพ่อแม่จึง ต้องชี้นิ้วสั่งให้ลูกทำตามอย่างที่อยากให้ทำ ตรงนี้ทำให้ลูกเกิดการต่อต้าน เป็นปัญหาตามมา" คุณหมอจึงเสนอให้พ่อแม่ใช้เวลาในการมองหาอนาคตร่วมกันกับลูกมากพอสมควร โดยพยายามให้เกียรติลูกในการเลือก ตัดสินใจ และถ้าลูกมีข้อมูล มีเหตุผลที่ดีกว่าในการบอกพ่อแม่ได้ว่าด้วยเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมจึงตัดสินใจอย่างนี้ พ่อแม่ก็ต้องรับฟัง แล้วหลังจากนั้นจึงมีการติดตามผลกันไปเป็นระยะๆ "ให้พ่อแม่คิดว่า การตัดสินใจเลือกเส้น ทางของ อนาคตสำหรับวัยรุ่นบางคน ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินถูกผิดได้ในเวลาสั้นๆ แต่การใช้เวลาในแต่ละช่วง แต่ละวัน ที่ผ่านไปว่า นั่นคือสิ่งที่ค่อยๆ สอนทั้งตัวลูกและตัวพ่อแม่ให้เข้าใจกันและกัน และมองเห็นอนาคตร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น" และพ่อแม่ต้องคำนึงถึงปัจจุบันของลูกด้วย เพราะปัจจุบันเป็นรากฐานที่สำคัญของอนาคต ไม่ว่าลูกจะเป็นคนเก่งหรือไม่ จะเป็นคนสำเร็จหรือไม่ พ่อแม่ยังคงให้ความรักเขา อำนาจความรักความผูกพันของพ่อแม่ จะเหนี่ยวรั้งความเป็นวัยรุ่นลง ลดความรู้สึกฮึกเหิม ลดความรู้สึกอยากจะเกเรลง และกลับไปสู่ทิศทางที่มีอนาคตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อยากให้พ่อแม่คำนึง อยู่ตลอดเวลาว่าการที่ลูกอาจจะหลงทางบ้างในช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่น ไม่ได้แปลว่าลูกจะล้มเหลวในชีวิตอย่างสิ้นเชิง ความสำเร็จ เป็นของลูก ไม่ได้หมายความแค่การเลือก แต่รวมไปถึงว่าลูกมีความสุขในชีวิตด้วย องค์ประกอบที่สำคัญอีกเรื่องคือ ความฉลาดทางอารมณ์ เด็กต้องรู้และเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และจัดการกับ ความรู้สึก ของเขาได้ และสามารถเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น รวมทั้งปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ด้วย นี่คือความสุข และความสำเร็จ ของคนคนหนึ่ง " คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น หมายความว่า เขาสามารถจะดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างพอประมาณ ปรับตัวเข้ากับ คนได้ ยิ้มแย้มกับคนในบ้านได้ ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และคนอื่นๆได้ ซึ่งเขาจะมีความสุขและมี ความสำเร็จในชีวิต ดีเสียยิ่งกว่าคนที่มีอาชีพสูง มีเงินรวยๆเสียอีก เพราะความสุขกับความสำเร็จต้องไปด้วยกันเสมอ" โดยพ่อแม่ต้องยอมรับก่อนว่า สิ่งที่ลูกเลือกทำนั้นเป็นความสุขของลูก แล้วก็ต้องทำใจด้วยว่าพร้อมยินดีที่จะมีความสุข ชื่นชมกับสิ่งที่ลูกต้องการ "วิธีแก้ไขไม่ยากคือ พ่อแม่ต้องเริ่มต้นคุยกับลูก ถ้าลูกกำลังกังวล สับสน หรือรู้สึกลูกคิดไม่เป็น พยายามเข้าใจลูก คุยด้วย เหตุผล ฟังลูกพูดให้จบ โดยไม่ใช้อารมณ์ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องใช้คำถามปลายเปิดให้ลูกคิด และช่วยหาทาง เลือกอื่นให้ลูก โดยบอกถึงผลของทางเลือกที่จะเกิดด้วย และเมื่อสิ่งที่ลูกเลือกไม่ได้ทำให้ชีวิตเลวร้าย ล้มเหลวจนเกินไป ต้องให้ลองดู เพราะเป็นสิ่งที่ลูกตัดสินใจ แต่เมื่อพลาด พ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจ ต้องยอมให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น ให้เด็กได้เรียนรู้ ด้วยตัวเอง"
โดย: กนกอร พิพิธกุล -